เกษียณด้วยกองทุน SSF 5 แบบ สรุปเศรษฐกิจไทยตอนนี้ลงทุนดีไหม?

กองทุน SSF / SSFX
[PR NEWS]
มาช้าแต่มานะ ! สรุปข้อมูลและวิธีการเลือกกองทุนสายลดหย่อนภาษี SSF และ SSFX
สำหรับคนที่กำลังจะเกษียณ หรือฐานภาษีสูงต้องการลดหย่อน ปีนี้คือปีของคุณครับ !
กองทุน SSFX พิเศษที่เพิ่งออกมาในปีนี้ช่วยลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้มากถึง 200,000 บาท
แบบลดหย่อนได้ทุกคนไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องนำไปรวมกับวงเงินของ SSF และ RMF เดิม
SSFX ลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก ควรจะต้องเลือกกองทุนยังไง?
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยผันผวนแบบนี้ลงทุนดีไหม?
ผมเขียนสรุปแบบเข้าใจง่ายๆ เห็นภาพชัดๆ แล้วมาดูกันครับว่าหลังจากนี้อีก 10 ปี เมื่อ SSF และ SSFX ขายได้ สิ่งที่ผมพูดในบทความนี้จะเกิดขึ้นจริงไหม?
#Buffettcode #ลงทุน10ปีไม่มีคำว่าสาย #SSF #SSFX

มีเพื่อนมาถามผมหลายคน ว่าจะทำอย่างไรกับเงินที่เหลือออม ผู้ใหญ่หลายท่านก็กำลังจะเข้าสู่วัยเกษียณแต่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องการลงทุนมากนัก อยากมีเงินใช้ตอนเกษียณ ในขณะเดียวกันตัวผมเองก็กำลังหาวิธีลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมอยู่ด้วย

ส่วนตัวผมมองว่ากองทุน SSF และ SSFX ซึ่งเพิ่งออกใหม่ในปีนี้ คือทางเลือกทางหนึ่งที่จะช่วยในการบริหารเงินและเพิ่มศักยภาพในการลดหย่อนภาษีด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะคนที่ฐานภาษีสูงๆจะได้ประโยชน์มาก ผมจึงขอเขียนสรุปบันทึกความคิดเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ครับ

ในบทความนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน เรียงตามลำดับด้านล่าง ใครอยากอ่านส่วนไหนก่อนสามารถข้ามไปอ่านแต่ละส่วนได้เลยครับ

  1. สรุปวิธีบริหารภาษีด้วยกองทุน SSF ข้อดี ข้อเสีย ข้อแตกต่าง สำหรับคนฐานภาษีสูงและคนใกล้เกษียณ
  2. สรุปมุมมองเศรษฐกิจไทยของผม อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร สถานการณ์ตอนนี้แย่แค่ไหน?
  3. 5 หลักการเลือกกองทุน SSF ของคนแต่ละแบบ เพราะทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน การลงทุนก็ไม่ควรจะเหมือนกัน

สรุปวิธีบริหารภาษีด้วยกองทุน SSF ข้อดี ข้อเสีย ข้อแตกต่าง

การมาของกองทุน SSF

อย่างที่เรารู้ ว่าในปี 2563 จะมีกองทุนลดหย่อนภาษีแบบใหม่เกิดขึ้นชื่อ Super Savings Fund หรือ SSF เงื่อนไขของกองทุนนี้คือ สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้รวม ในวงเงินลดหย่อนไม่เกิน 200,000 บาท โดยต้องถือกองทุนนี้เป็นระยะเวลา 10 ปีด้วยกัน (รวมกับกองทุนเพื่อเกษียณอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาท)

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนที่บริหารเงิน บริหารภาษีด้วยตัวเองแบบนักลงทุน Home made หวังว่าซักวันจะเกษียณได้สบายๆ ก็ต้องบอกว่า การลดหย่อนได้เพียง 200,000 บาทนั้นไม่พอ ตัวผมเองเป็นคนที่เก็บเงินตลอด และเป็นคนเชื่อในการลงทุนระยะยาว

ดังนั้นผมจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เงินของผมช่วยทำงานอีกแรง ยามเกษียณจะได้มีอิสระในการใช้ชีวิต ก็เลยเป็นที่มาของการมองหาวิธีการและเทคนิคลดหย่อนภาษีเพิ่มมาตลอด

และแล้วโอกาสที่ผมมองหาก็มาถึง !

กองทุน SSFX พิเศษ (เฉพาะกิจ)

เมื่อต้นปีทางรัฐบาลได้ออก SSF พิเศษ เฉพาะกิจ หรือ SSFX มาเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่อยากลดหย่อนภาษีสามารถลดหย่อนเพิ่มเติมได้อีก 200,000 บาท โดยไม่ต้องเอาวงเงินไปคำนวณรวมกับ SSF ปกติ, RMF, Provident Fund และประกันบำนาญ นอกจากนั้นยังไม่มีจำกัดเพดานสัดส่วนของการลดหย่อนเอาไว้ด้วย

เช่นถ้ามีเงินได้ทั้งปี 1,000,000 บาท ปกติจะลดหย่อนด้วย SSF ปกติ สูงสุดได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้คือ 300,000 บาท และเมื่อรวมกับวงเงิน RMF/ประกัน/กองทุนบำนาญ/Provident Fund ต้องไม่เกิน 500,000 บาท แต่พอมีกองทุน SSFX เพิ่มขึ้นมาทำให้ผมสามารถลดหย่อนเพิ่มเติมได้อีก 200,000 บาท โดยไม่เอาเข้าไปรวมกับวงเงิน SSF/RMF ดั้งเดิม

SSFX เหมือนเป็นสวรรค์ของคนรักการออม ชอบวางแผนลดหย่อนภาษี คนที่ฐานภาษีสูงๆ 20% ขึ้นไป SSFX ถือเป็นโอกาสทอง

เปรียบเทียบจุดเด่นของ SSF และ SSFX

ถ้านำข้อมูลทั้งหมดมาเปรียบเทียบข้อดีของ SSF และ SSFX จะเห็นภาพประมาณนี้ครับ

สรุปกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563 กองทุน SSF / SSFX
สรุปกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

จำนวนเงินลงทุนสูงสุด SSF ไม่มาก แต่ปีนี้มี SSFX

SSFX ให้ข้อจำกัดในการลงทุนที่ 200,000 บาทถ้วน เทียบเท่ากับ SSF แต่ข้อดีคือ ไม่มีการนำวงเงินของ SSFX ไปรวมกับวงเงินของ SSF/RMF  ดังนั้นถ้าเราซื้อทั้งกองทุนทั้ง 2 ประเภทแบบเต็มโควตานั่นหมายถึงเราจะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดที่ 400,000 บาทเลยทีเดียว และถ้าซื้อ RMF/ประกัน/กองทุนบำนาญ แบบเต็มแมกซ์ สามารถลดหย่อนภาษีรวมได้สูงสุดที่ 700,000 บาท

สัดส่วน % ลดหย่อนภาษีของ SSFX ไม่มีข้อจำกัด

ถ้าซื้อ SSF และ RMF จะมีเงื่อนไขคือห้ามซื้อเกิน 30% ของรายได้รวมเพราะจะไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ SSFX ไม่มีขีดจำกัดนั้น สามารถซื้อเกิน 30% ของรายได้รวมได้เลยถ้าไม่เกินวงเงิน 200000 บาท คนที่มีเงินเก็บมากๆสามารถเอาเงินมาลงทุนเพิ่มเติม ลดภาษีได้แบบเต็มๆ แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน SSF ลดได้ 30% RMF ลดได้อีก 30% (รวม SSF/RMF ไม่เกิน 500,000) + SSFXอีกในวงเงิน 200,000 บาท

การลงทุนเป็นเรื่องของการประเมินอนาคต

แม้ SSF และ SSFX จะต้องถือลงทุนถึง 10 ปี อาจจะทำให้คนที่กำลังจะเกษียณมองข้าม เพราะถ้าอายุใกล้ 50 มากๆการซื้อ RMF จะทำให้สามารถขายเอาเงินกลับมาได้เร็วกว่า แต่ผมคิดว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาในการขายอย่างเดียว เพราะคนที่ใกล้เกษียณมักมีรายได้ที่สูงยังไงก็ต้องลดหย่อนให้มากที่สุด นอกจากนั้นการเกษียณยังหมายถึงคุณจะไม่มีรายได้เข้ามาทุกเดือน การลงทุนให้เงินงอกเงยเป็นสิ่งที่ยิ่งต้องทำ

การซื้อ SSFX เพิ่มเติมในตอนนี้คือการช่วยลดหย่อนภาษีเพิ่มอีกอย่างน้อยๆ 10,000 – 90,000 บาท ตามฐานภาษีของแต่ละคน (กรณีซื้อเต็มโควต้า) นอกจากนั้นยังเป็นการลงทุนในช่วงเวลาที่หุ้นถูกลงกว่า 30% ด้วย ถือ 10 ปีมีโอกาสสูงมากที่คนที่ซื้อกองทุนตอนนี้จะได้กำไร

ดังนั้นจะขายช้าหรือขายเร็วกว่ากัน 3-5ปี สำหรับผมมองเป็นประเด็นรอง ผมให้น้ำหนักกับโอกาสการลดหย่อนภาษีและรับผลตอบแทนจากเงินลงทุนในอีก 10 ปีข้างหน้ามากกว่า

คงน่าเสียดายไม่น้อยถ้าผมลองลองนึกภาพตัวผมเองอีก 10 ปีข้างหน้าจะคิดอย่างไร ถ้าตลาดหุ้นกลับมาเติบโตหลังจากการปรับตัวครั้งนี้ แล้วตัวผมเองมองกลับมาในปีนี้ ไม่ได้ซื้อ SSFX พลาดผลตอบแทน พลาดโอกาสลดหย่อนภาษี เพียงเพราะเสียดายช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ขายช้าลง

อย่างไรก็ตามในฐานะนักลงทุนเราไม่ควรลงทุนด้วย “ความหวัง” ว่าตลาดจะกลับมาได้ เพียงอย่างเดียว แต่ข้อมูลก็ต้องมีให้พร้อมด้วย และข้อมูลดังต่อไปนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่ายังไงประเทศไทยก็จะกลับมาได้ครับ

นโยบายการลงทุนเน้นๆหุ้นไทย

SSFX แตกต่างกับ SSF ที่นโยบายการลงทุนครับ SSFX มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยอย่างน้อย 65% ดังนั้นผลตอบแทนของการลงทุนระยะยาวใน SSFX ช่วงนี้จะอิงอยู่กับหุ้นไทยเป็นหลักเลย ในกรณีของ SSF สามารถลงทุนได้มากและหลากหลายกว่า ดังนั้นการจะซื้อ SSFX หุ้นไทยก็ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ถ้าอนาคตการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยกลับมาเติบโต กำลังซื้อกลับมา ตลาดหุ้นก็น่าจะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว ซึ่งก็ตามมาด้วยคำถามที่ว่าประเทศไทยยังน่าลงทุนหรือไม่ในระยะยาว​?

สรุปมุมมองเศรษฐกิจไทยของผม อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

มองสถานะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน

แม้ปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวจะเจอกับผลกระทบอย่างหนัก การท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนราวๆ 15% ของ GDP แต่หลังจากนี้คาดว่าจะกลับมาเติบโตเป็นปกติได้ในระยะเวลา 1-2 ปี และวัคซีนในการรักษา COVID-19 คาดว่าจะออกมาให้ใช้ได้ในเวลา 1-2 ปีเช่นกันดังนั้นพอจะบอกได้ว่า เศรษฐกิจไทยที่เน้นท่องเที่ยว รวมไปถึงกำลังซื้อของคนจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง

การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง SSF และ SSFX ต้องใช้เวลา 10 ปี ดังนั้นการเอาสถานการณ์ตลาดช่วงนี้มาตัดสินตลาดหุ้นไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าก็คงไม่เหมาะสมนัก ในระยะยาวผมยังเชื่อว่าคนยังคงเดินทางท่องเที่ยวเหมือนเดิม ชายหาดและทะเลที่สวยงามของเมืองไทยยังคงน่าเที่ยวสำหรับคนทั่วโลกอยู่

การท่องเที่ยวไทยผ่านวิกฤตและสามารถกลับมาโตได้ทุกครั้ง
การท่องเที่ยวไทยผ่านวิกฤตและสามารถกลับมาโตได้ทุกครั้ง
ที่มา: Asiaplus 
วันที่: 6 มีค 2563

ทุกๆครั้งที่เกิดวิกฤต ไม่ว่าจะกระทบเศรษฐกิจ Real Sector หรือไม่ ตลาดหุ้นจะกลับมาเติบโตอย่างสูงทุกครั้ง และผมคิดว่าครั้งนี้ก็ยังไม่มีปัจจัยอะไรบ่งบอกว่าจะเป็นข้อยกเว้น

มองประเทศไทยอาจจะไม่เห็นภาพ ผมอยากให้มองประเทศจีนเป็นตัวอย่างของการกลับตัวของหลายๆภาคเศรษฐกิจหลังเปิดเมือง โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ช่วงหยุดยาววันแรงงานและเชงเม้งที่ผ่านมาอัตราการจองทัวร์และการเดินทางพุ่งสูงกว่า 200% สถานที่เที่ยวในจีนหลายทีเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว (ที่ยังใส่หน้ากากอยู่) ในไม่นานหลังจากที่ทำการเปิดเมืองประเทศไทยก็คงอยู่ในทิศทางใกล้เคียงกัน

สถานะทางการเงินของประเทศไทยแข็งแกร่ง

ประเทศไทยโชคดีที่ยังมีสถานะการเงินที่เข้มแข็ง หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ราวๆ 41% ของ GDPและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากลที่ 60%  ถือว่ายังมีความสามารถในการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก โดยกระทบกับอันดับเครดิตเรทติ้งของประเทศน้อย และยังคงมีความน่าเชื่อถือในมุมมองของนักลงทุนโลก

และที่สำคัญกว่าหนี้คือเงินกู้ต่างประเทศที่ไทยมีเพียง 35.3% ต่อ GDP เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆทั่วโลกแล้วอยู่แถวๆค่าเฉลี่ย ไม่ถือว่ามากเกินไป

สัดส่วน Public debt / GDP
สัดส่วน Public debt / GDP
ที่มา: CEICDATA.com

เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยมีจำนวน 2.2 แสนล้านเหรียญ หรือ 7.2 ล้านล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก สามารถรองรับการไหลออกของเงินทุนแบบฉับพลันได้ ถ้าเงินสำรองยังสูงอยู่ ค่าเงินไทยตอนนี้เป็นแบบลอยตัวแล้ว โอกาสถูกโจมตีค่าเงินยาก หรือต้องลอยตัวค่าเงินแบบปี 40 จึงไม่มีแล้ว

ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยโชคดีที่เราเก็บตุนงินสำรองไว้เยอะ ในช่วงที่ต้องเจอกับวิกฤตพอดี เงินสำรองระหว่างประเทศจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนเบาะรองรับ ให้ไม่เกิดการลดค่าเงินแบบประเทศอื่นๆที่เกิดวิกฤตกันครับ

มูลค่าของเงินสำรองระหว่างประเทศของประเทศไทย
ที่มา: CEICDATA.com

ถ้าจับประเทศ Emerging Country ต่างๆมาเรียงลำดับตามความแข็งแกร่งด้านการเงิน ประเทศไทยถือว่าอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก ระดับโลกเลยนะครับไม่ใช่แค่ระดับทวีป โดย Economist ปัจจัยอย่างเช่นหนี้สาธารณะ หนี้ต่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืม และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ จะเห็นว่าประเทศไทยค่อนข้างพร้อมมากๆในการรับวิกฤตครั้งนี้ เหลือก็แค่ว่าจะกลับมาเติบโตใหม่ได้ช้าหรือเร็วแค่ไหน

เรียงลำดับความแข็งแกร่งด้านการเงินของ 66 ประเทศ Emerging Country
เรียงลำดับความแข็งแกร่งด้านการเงินของ 66 ประเทศ Emerging Country
ที่มา: The Economist

ตลาดหุ้นไทยกับราคาหุ้น

เมื่อดูที่ราคาหุ้น เริ่มเห็นสัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้นสั้นๆของ SET ซึ่งปัจจุบันดีดตัวจากจุดต่ำสุดมาแล้วถึง 31.4% (ข้อมูลวันที่ 28 เมษายน 2563) อย่างไรก็ตามราคา SET Index ที่ 1275 จุดยังเป็นราคาที่ถูกที่สุดในรอบ 5-8 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

กราฟ SET Index ในระยะยาว
กราฟ SET Index ในระยะยาว
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดังนั้นแม้จะบอกไม่ได้ว่า SET ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วหรือไม่ ราคานี้ถูกที่สุดหรือเปล่า แต่สามารถบอกได้ว่าราคานี้ถูก 8 ปีที่ผ่านมานักลงทุนมีโอกาสเข้าลงทุนที่ระดับราคานี้เพียง 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ครับ โอกาสขาดทุนด้วยการลงทุนระยะยาว 10 ปีค่อนข้างต่ำ

นอกจากนั้นการซื้อกองทุนประหยัดภาษีทำให้เหมือนได้ซื้อหุ้นในราคา Discount ตามอัตราภาษีของแต่ละคน 5-30% ดังนั้นจึงสามารถบอกได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนสำหรับรับผลตอบแทนระยะยาว ยิ่งถ้านับรวมผลของการประหยัดภาษีด้วยแล้ว ซื้อกอง SSF และ SSFX ตอนนี้แล้วถือไปอีก 10 ปี โอกาสขาดทุนยากมากครับ

5 หลักการเลือกกองทุน SSF/SSFX เพื่อการเกษียณของคนแต่ละแบบ

  1. คนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนออกไปต่างประเทศ – ถ้าคุณเป็นคนที่มีการลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นไทยอยู่มากแล้ว ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในกองทุนหุ้นและยังไม่มีการกระจายความเสี่ยงเลย ควรเลือกลงทุนในกองทุน SSF ที่มีข้อจำกัดในการลงทุนในสินทรัพย์น้อย และสามารถลงทุนต่างประเทศได้จะเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีมากๆทางหนึ่งในการลงทุนระยะยาว กองทุน SSF หลายกองยังมีการลงทุนในกองทุนอสังหา, กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน, กองทุน Data Center ชั้นนำในทวีปเอเชียด้วย
  2. คนที่ต้องการเน้นซื้อของถูกเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต – ถ้าในมุมนี้การซื้อ SSFXจะตอบโจทย์มากๆเพราะมีเงื่อนไขคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% ตลาดหุ้นไทยในตอนนี้ลงมาจากจุดสูงสุดราวๆ 30% ถูกลงกว่าหลายๆตลาดในโลก ถือว่าเป็นการปรับตัวลงที่นานๆจะมีที ไม่ควรพลาด และอย่างที่ผมบอกไปลงทุน 10 ปีโอกาสขาดทุนมีน้อยถ้าไม่ไปเลือกโดนหุ้นที่มีปัญหาจริงๆ ซึ่งข้อดีของกองทุนคือมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้แล้ว ดังนั้นหน้าที่ของเรามีแค่เอาเงินไปลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม
  3. คนที่ต้องการเน้นเสถียรภาพ การลดหย่อนภาษีและไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียมมาก – หลายๆคนฐานภาษีสูง 20-30% ต้องการลดหย่อนภาษี ต้องการเสถียรภาพเป็นหลัก และผลตอบแทนเป็นรอง การลงทุนในกองทุน SSF และ SSFX ที่ลงทุนตามดัชนีก็จะดีเพราะเป็นการกระจายความเสี่ยง ซื้อหุ้น SET50, SET100 แบบ Passive ซึ่งค่าธรรมเนียมต่ำกว่าแบบ Active
  4. คนที่อยากใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี ยังอายุไม่เยอะ และรับความเสี่ยงได้ – มีหุ้นใหญ่เยอะแล้ว ในกรณีนี้สามารถเลือกกองทุน SSF และ SSFX ที่ลงทุนในหุ้นเล็กในสัดส่วนที่เหมาะสม หุ้นเล็กได้ชื่อว่าความผันผวนสูงเวลาลงก็ลงหนัก แต่เวลาขึ้นก็แรงเช่นเดียวกัน ถ้าอายุยังไม่มาก คิดว่าสามารถรับความเสี่ยงได้ก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นเล็กได้ครับ
  5. คนที่เน้นเกษียณ ต้องการกระแสเงินสดในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ – ถ้าเป้าหมายคือการเกษียณเราสามารถเลือกกองทุน SSF และ SSFX ที่มีการจ่ายปันผล ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง เช่นพันธบัตร, กองทุนอสังหา หรือหุ้นกู้ต่างๆ ซึ่งแต่ละกองก็จะมีสัดส่วนและการลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน สามารถเลือกลงตามลำดับความเสี่ยงที่ตนเองรับไหวได้เลย

การลงทุนเป็นเรื่อง “ส่วนบุคคล” ของแต่ละคน ไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาและสัดส่วนสินทรัพย์ที่เหมาะสมของแต่ละคนเป็นอย่างไร การเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับการลงทุนของคุณเองยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลตอบแทนอยู่เสมอ การลดหย่อนภาษีเป็นผลพลอยได้ การเน้นที่การลดหย่อนอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การคัดกรองกองทุนที่เหมาะกับตนเองที่สุดต่างหากคือสิ่งที่พึงให้ความสำคัญที่สุด

และอย่าลืมว่า SSFX ซื้อตอนปลายปีแบบ LTF, RMF และ SSF ปกติไม่ได้นะครับ เพราะมันเปิดขายถึงแค่วันที่ 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น ไม่ต้องรีบตัดสินใจแต่อย่าคิดนานจนลืม Deadline จนทำให้เสียโอกาสการลงทุนและลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมนะครับ

ส่วนขาขึ้นครั้งใหม่ของหุ้นไทยจะหน้าตาแบบไหน สัญญาณบ่งบอกคืออะไร ผมมีเขียนสรุปไว้คร่าวๆ ในบทความ ขาขึ้นตลาดหุ้นครั้งใหม่ดูยังไง? อย่าลืมศึกษากันไว้ครับ จะได้ไม่พลาดขาขึ้นกันเนอะ !

อย่าลืมกด Like Page Facebook ให้กำลังใจทีมงาน Buffettcode ด้วยนะครับ