ASP-FLEXPLUS เติมพอร์ตยืดหยุ่น มั่นคงกับหุ้นไทย เติบโตไกลกับหุ้น ASEAN

ASP-FLEXPLUS

เติมพอร์ตยืดหยุ่น มั่นคงกับหุ้นไทย เติบโตไกลกับหุ้น ASEAN

 

ใครๆก็รู้ว่า ASEAN กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จะมีซักกี่คนที่เปลี่ยนชีวิตได้จากการคว้าโอกาสครั้งนี้ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ASEAN จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดในโลก การลงทุนใน ASEAN คือ การลงทุนเพื่ออนาคต เหมือนกับการปลูกต้นไม้ในวันนี้ เพื่อที่จะได้ร่มเงาของมันในวันข้างหน้า และสำหรับสภาวะที่ตลาดยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นเช่นนี้ ASP-FLEXPLUS คือ หนึ่งในกองทุนที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของประเทศไทย และASEAN เต็มๆ

 

ด้วยนโยบายการลงทุนที่ออกแบบบมาให้เป็นกองทุนผสม สไตล์บริหารเป็นเชิงรุก แต่มีข้อได้เปรียบตรงที่กรอบการลงทุนยืดหยุ่น สามารถลงทุนในหุ้นได้ตั้งแต่ 0-100% โดยเน้นบริษัทที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงภายใต้ระดับราคาที่เหมาะสมและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ ทั้งยังสามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย ทั้งตราสารหนี้, REIT, Property Fund หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จึงทำให้สามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าพอใจได้ไม่ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง

 

อย่างเช่นในปัจจุบัน ผู้จัดการกองทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น ก็จะเน้นน้ำหนักไปที่การลงทุนในหุ้นทั้งหุ้นไทยและหุ้นอาเซียนเป็นหลักเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยพอร์ตการลงทุนล่าสุด ณ 31 มกราคม 2561 กองทุนมีการลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้น โดยลงทุนหลักๆในกลุ่มพาณิชย์ 29.50% การเงินและธนาคาร 22.20% เทคโนโลยีสารสนเทศ 9.70% สินค้าอุปโภคบริโภค 5.50% ส่วนหุ้นต่างประเทศก็มีแผนที่จะลงทุนในหุ้นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย ซึ่งเบื้องต้นคาดการณ์สัดส่วนการลงทุนในเวียดนามไว้สูงถึง 30% เลยทีเดียวครับ

 

ส่วนเรื่องสัดส่วนการลงทุน ASP-FLEXPLUS ก็เป็นกองทุนที่มีความยืดหยุ่นสูงสมชื่อ เพราะกองทุนมีการบริหารเชิงรุกและสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามสถานการณ์ โดยในเบื้องต้นกองทุนกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยไว้ตั้งแต่ 0-100% หุ้นในภูมิภาค ASEAN 0-50% ตราสารหนี้ 0-100% และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ REITs 0-30% ซึ่งสัดส่วนนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยขึ้นอยู่กับสภาวะการลงทุนแต่ละขณะและตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงทำให้สามารถลงทุนได้อย่างมีอิสระและสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามสภาวะตลาดอย่างเต็มที่ ซึ่งผลดีก็คือกองทุนสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้หากสภาวะตลาดหุ้นในประเทศไทยไม่ดีก็เลี่ยงไปลงทุนประเทศอื่นที่มีการเติบโตได้

 

รูปที่ 1 – ผลตอบแทนย้อนหลังสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ

แหล่งที่มา: Asset Plus Fund Management

ที่ผ่านมากองทุนเติบโตแค่ไหน? ASP-FLEXPLUS เสนอขายครั้งแรก (IPO) ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว นับถึงวันนี้ก็ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน สามารถทำกำไรให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้วถึง 17% นับว่าทิ้งห่างจากผลตอบแทนของดัชนีชี้วัด SET-TRI ที่ทำได้แค่ 7.6% อย่างไม่เห็นฝุ่น และทำผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากเงินมากมาย

 

ASP-FLEXPLUS มีอะไรดี? มาดูกันเลย !

ผลตอบแทนระดับ 17% ใน 6 เดือนถือว่าสูง นั่นหมายความว่า ผู้จัดการกองทุนต้องเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีเลยทีเดียว มาดูกันว่าหุ้น 5 ตัวหลักที่ผู้จัดการกองทุนของ ASP-FLEXPLUS เลือกมีอะไรบ้าง?

 

รูปที่ 2 – ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน ASP-FLEXPLUS

แหล่งที่มา: Asset Plus Fund Management ณ 31 มกราคม 2561

หุ้นตัวแรก คือ IVL กองทุนถืออยู่ที่ 5.06% ราคาหุ้นในปี 2560 ขึ้นมา 59% จากผลประกอบการที่มีแนวโน้มดีขึ้น เจ้าของ IVL คือตระกูลโลเฮียซึ่งเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของไทย IVL ทำธุรกิจผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นกลางรายหลัก เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเม็ด PET, PTA และเส้นใยพลาสติก โพลีเอสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงงาน 67 แห่ง ใน 21 ประเทศ สาเหตุที่มีโรงงานไปทั่วโลกก็เพราะว่าบริษัทมีกลยุทธ์การเติบโตด้วยการเทคโอเวอร์นั่นเอง

 

3 ปีที่ผ่านมารายได้และกำไรสุทธิของ IVL มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งปริมาณการขาย รายได้รวม, ผลกำไร และเงินปันผล

ปี 2557 ปริมาณการขาย 6,249 ตัน รายได้รวม 243,907 ลบ. กำไร 1,675 ลบ. ปันผล 0.38 บาท

ปี 2558 ปริมาณการขาย 7,024 ตัน รายได้รวม 234,698 ลบ. กำไร 6,609 ลบ. ปันผล 0.48 บาท

ปี 2559 ปริมาณการขาย 8,729 ตัน รายได้รวม 254,620 ลบ. กำไร 16,197 ลบ. ปันผล 0.66 บาท

รูปที่ 3 – รายได้และกำไรย้อนหลังของหุ้น IVL

แหล่งที่มา: รายงานประจำปี 2559

นอกจากการเติบโตที่โดดเด่นแล้ว IVL ยังเป็นบริษัทที่มีหนี้สินน้อยมาก มีอัตราหนี้สินต่อส่วนทุนต่ำแค่ 0.88 เท่าๆนั้น ในช่วงหลังๆมา IVL เน้นผลิตสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษทำให้อัตราการกำไรดีขึ้นเรื่อยๆไม่เหวี่ยงตามราคาตลาดโลกมีความผันผวนลดลง มีความมั่นคงมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งบริษัทใหญ่ที่ดีพร้อมทั้งความแข็งแกร่ง การเติบโต และความมั่นคง

 

บริษัทที่สองที่ ASP-FLEXPLUS ลงทุน คือ บริษัทเครื่องสำอางค์หมื่นล้านอย่าง BEAUTY โดยถืออยู่ 4.95%

 

ในปี 2560 หุ้น BEAUTY ขึ้นมา 77% เงิน 1 ลบ. ที่ลงทุนในต้นปี 2560 จะกลายเป็นเงิน 1.77 ลบ. ทำกำไรสูงถึง 770,000 บาท ในเวลาเพียง 1 ปี BEAUTY เป็นเจ้าของร้านขายสกินแคร์และเครื่องสำอางค์ชั้นนำภายใต้ชื่อ Beauty Buffett, Beauty Cottage และร้านมัลติแบรนด์แบบเดียวกับ Sephora ชื่อ Beauty Market รวมร้านทั้งหมดแล้ว BEAUTY มีสาขามากกว่า 380 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

รูปที่ 4 – การเติบโตของรายได้หุ้น BEAUTY

แหล่งที่มา: รายงานประจำปี 2559

BEAUTY ถือเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เป็นตำนานเพราะสามารถทำผลกำไรเติบโตสูงต่อเนื่องได้เกินกว่า 5 ปี โดยในปี 2017 ก็คาดว่าจะเติบโตอีกมากกว่า 20% สาเหตุของการเติบโตมาจากความนิยมในตัวสินค้าที่ไม่ใช่แค่เป็นที่นิยมสำหรับคนไทยแต่เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวจีนด้วย นักท่องเที่ยวจีนหลายๆคนนิยมซื้อครีมของ BEAUTY กลับไปใช้และฝากเพื่อนพี่น้องที่เมืองจีน เพราะคุณภาพที่ดีและราคาที่ไม่แพง

 

นอกจาก IVL และ BEAUTY แล้ว ASP-FLEXPLUS ยังมีหุ้น COM7 ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกขายมือถือไอโฟน, สินค้า Apple และ Gadget ต่างๆ ชื่อ Studio 7 ซึ่งก็คือร้าน iStudio ในอดีตนั่นเอง กองทุนถือ COM7 อยู่ในสัดส่วนประมาณ 4.6% ใกล้เคียงกับ IVL ที่ 5.06% และ BEAUTY ที่ 4.95% หากดูให้ดีจะเห็นว่าหุ้นหลักแต่ละตัวของ ASP-FLEXPLUS นั้น มีความแตกต่างกันในเชิงอุตสาหกรรมและธุรกิจที่บริษัทนั้นๆทำให้กองทุนมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมไปในบริษัทที่แข็งแกร่งและมีการเติบโต

 

รูปที่ 5 – สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกของ ASP-FLEXPLUS

แหล่งที่มา: Asset Plus Fund Management ณ 31 มกราคม 2561

และอย่างที่ผมกล่าวถึงไปในตอนต้น จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของ ASP-FLEXPLUS คือมีการลงทุนในหุ้นภูมิภาค ASEAN ด้วย หากดูจากสัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรก ASP-FLEXPLUS มีการลงทุนในหุ้น VNM บริษัท VINAMILK ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณท์นมซึ่งเป็นหุ้นจากประเทศเวียดนามในสัดส่วนสูงถึง 4.08% สาเหตุเพราะอะไร?

หลายๆคนคงทราบแล้วว่าประเทศเวียดนามนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ GDP สูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว สูงถึง 6.5-7% มากกว่าการเติบโต GDP ไทยที่มีการเติบโตอยู่ที่ 3.5-4% ถึงเกือบเท่าตัว และสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาที่ 2.5% ยุโรปที่ 1.8% และญี่ปุ่นที่ 0.6%

 

รูปที่ 6 – ประมาณการเติบโตของ GDP ในแต่ละประเทศ

แหล่งที่มา: Asset Plus Fund Management / IMF, World Economic Outlook April 2017, Bloomberg, Bloomberg Consensus 11 July 2017

VNM เป็นบริษัทนมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม มีมูลค่าบริษัทประมาณ 380,000 ลบ. ถือว่าใหญ่เทียบเท่า รพ.กรุงเทพฯ บ้านเราเลยทีเดียว สินค้าของ VNM ก็เป็นที่นิยมในเวียดนามไม่ว่าจะเป็นนม, นมผง, ชีส หรือแม้แต่ไอศกรีม ล้วนเป็นสินค้าที่ชาวเวียดนามรู้จักกันดี VNM มีส่วนแบ่งการตลาดของผลิตภัณท์จากนมโดยรวมประมาณ 40% เป็นอันดับหนึ่งของประเทศเวียดนาม

 

นอกจากตำแหน่งทางการตลาดที่เข้มแข็งแล้ว VNM ยังมีผลประกอบการที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ปี 2558 รายได้รวม 40 ล้านล้านดอง กำไร 7.7 ล้านล้านดอง

ปี 2559 รายได้รวม 46 ล้านล้านดอง กำไร 9.3 ล้านล้านดอง

ปี 2560 รายได้รวม 51 ล้านล้านดอง กำไร 10.2 ล้านล้านดอง

ในขณะที่หุ้นใหญ่บางตัวของประเทศไทยไม่ค่อยโต แต่หุ้นต่างประเทศโตเอาๆ โอกาสการลงทุนต่างประเทศหลายๆครั้งก็ให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ที่มองเห็นและกล้าที่จะคว้ามัน

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ความเสี่ยงของกองทุน ASP-FLEXPLUS ที่ผมเห็นว่าควรจับตามองมีเรื่องความผันผวนของราคาหุ้นแต่ละตัว, ความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจ, ความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ซึ่งในประเด็นนี้กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุนครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ผู้ลงทุนทุกคนควรต้องศึกษาให้ชัดเจนก่อนการลงทุนทุกครั้ง และจงจำไว้เสมอว่า เวลาเป็นเพื่อนของนักลงทุนทุกคน กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด การลงทุนที่ดีก็ต้องใช้เวลาให้มันผลิดอกออกผลให้งอกงามฉันนั้น ส่วนท่านที่สนใจลงทุนในกองทุน ASP-FLEXPLUS ก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.assetfund.co.th หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท ครับ

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ

 

 

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุน ASP-FLEXPLUS มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน เนื่องจากกองทุนมิได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนจึงอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือดั้บเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้