COVID-19 ทะลุ 2 แสนคนในวันที่ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ขาลงเต็มตัว

covid-19

ตอนนี้ยอดผู้ป่วยด้วย COVID-19 ทะลุ 200,000 คนเรียบร้อยแล้ว จำนวนผู้ป่วยแบบเป๊ะๆคือ 220,932 คน

ในจำนวนทุกประเทศตอนนี้ อิตาลีดูอาการหนักสุด เพราะถ้าเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด 60 ล้านคน (พอๆกับประเทศไทย) แต่มีผู้ติดเชื้อแล้วสูงถึง 35713 คน เกือบๆครึ่งนึงของจีน แต่จีนมีประชากรสูงถึง 1,300 ล้านคน เยอะกว่าอิตาลีเยอะ ส่วนประเทศไทยเองก็เพิ่งติดไป 272 คนแต่กำลังขึ้นด้วยอัตราเร่ง

ที่น่ากังวลฯตอนนี้นอกจากเรื่องเชื้อ COVID-19 แล้วตลาดหุ้นก็ดูน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน

COVID-19 ทะลุ 200,000 คน

หุ้นไทยตกมาแล้ว 521 จุด จาก 1569 จุด เหลือ 1048 จุด
ตกลงมาแล้ว 34% ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ นับถึงตอนนี้เป็นระยะเวลาไม่ถึงเดือน

แต่ถ้านับจากจุดสูงสุดคือ 1828 จุดในเดือนมกราคม ปี 2018 ตอนนี้หุ้นไทยติดลบไปแล้ว 784 จุด หรือประมาณ 43%

ซื้อ SET Index ตอนนี้จะได้ราคาเท่ากับ 9 ปีที่แล้ว และได้ราคาที่ถูกกว่าทุกคนที่ซื้อหุ้นใน 9 ปีที่ผ่านมาถ้าไม่นับรวมปันผล

PTT ตอนนี้ราคาลงมา 56% จากจุดสูงสุดในปี 2014 ที่ราคา 59.50 บาท ตอนนี้เหลือ 25.75 บาท เงินหายไปทั้งสิ้น 33.75 บาทถ้าเคยซื้อ PTT ทิ้งไว้ตอนราคาสูงสุด 1 ล้านบาท ตอนนี้เงินจะหายไปแล้ว 550,000 บาท

AOT เองก็ไม่น้อยหน้า จากจุดสูงสุดที่ 81.75 บาท ตอนนี้เหลือ 47 บาท ลดลงมา 34.75 บาท ลดลงมา 42.5% แต่ในเชิงของระยะเวลาถือว่าลงเร็วมาก เพราะใช้เวลาจากจุดสูงสุดในเดือนพฤศจิกา ปีที่แล้วมาตอนนี้ประมาณ 4 เดือนกว่าๆเท่านั้น

หุ้นโรงแรมขนาดใหญ่ MINT ถูกกระทบโดยตรง ตกลงมาค่อนข้างหนัก จากจุดสูงสุด 45.25 กลางปี 2017 ตอนนี้เหลือ 15.40 บาท หายไป 29.85 บาท หรือ 66%

ที่โดนหนักที่สุดน่าจะเป็น AU ร้านขนมหวานชื่อดัง เพราะหุ้นพึ่งวิ่งแรงเมื่อปีที่แล้ว สู่จุดสูงสุดที่ราคา 17.50 บาท ตอนนี้เหลือ 6.15 บาท ลดไป 65%

ล่าสุดนักวิเคราะห์ได้ปรับลดประมาณการ การเติบโตของ GDP ไปเรียบร้อยแล้ว จากที่เคยคิดว่าจะโต 2.4% ตอนนี้เหลือ 1% และมีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ Technical Recession ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปี 2563 เป็นต้นไป จากการหดตัวของ GDP

โดยสาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ลดลง การท่องเที่ยวที่กระทบหนัก การบริโภคครัวเรื่องลดลง ทำให้ตลาดมองว่าน่าจะมีการลดดอกเบี้ยซำ้อีกครั้ง แต่ไม่น่าลงไปเกิน 0.25%

และแม้ตลาดหลักทรัพย์จะปรับเกณท์ Circuit Breaker และ Floor กับ Ceiling ที่จะช่วยยันตลาดได้บ้าง แต่ท้ายที่สุดราคาหุ้นก็ยังคงอิงอยู่ที่ผลประกอบการของบริษัทที่น่าจะออกมาแย่ในไตรมาส 1 นี้ และอาจจะลากยาวไปถึงไตรมาส 2-3 ของปีเลยทีเดียว

ตอนนี้หุ้นปันผล 5-7% เกลื่อนตลาดไปหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าปันผลนั้นมาจากผลประกอบการของปีที่แล้ว ปีนี้กำไรบริษัทส่วนใหญ่จะแย่ลงแน่นอน ปันผลก็จะแย่ลงตามมา การซื้อหุ้นในช่วงนี้ต้องประเมินให้ได้ว่า ถ้าสถานการณ์ให้ได้ว่าหลังจบ COVID-19 แล้วบริษัทจะกลับมาทำกำไรเหมือนเดิมได้หรือไม่? หลีกเลี่ยงหุ้นที่มีหนี้สูงๆ และถูกกระทบโดยตรง

ถ้าไม่มีปัจจัยใหม่ๆมาส่วนตัวคิดว่าปีหน้าก็น่าจะกลับมาเติบโตได้ สิ่งที่ผมกังวลในตอนนี้มีเรื่องเดียวคือ กระสุนในการพยุงเศรษฐกิจของรัฐบาลหลายๆประเทศดูจำกัดมากขึ้นเรื่องๆ ดอกเบี้ยก็ลดลงจนตำ่ติดดินแล้ว นโยบายการคลังก็เอาออกมาใช้มาพอสมควร ถ้าหลัง COVID-19 ดันเกิดปัญหาอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก เช่นสงครามนำ้มันจากซาอุเป็นต้น การโฟกัสเพียงแค่ COVID-19 นี้อาจจะเป็นการมองโลกที่ดีเกินไปด้วยซำ้

ทุกๆวิกฤตมักจะตามมาด้วยการล่มสลาย ผิดนัดชำระหนี้ของบริษัท หรือบางอุตสาหกรรม ตอนนี้ยังไม่มีวี่แวว แต่เริ่มเห็นบ้างในเว็บต่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดโดมิโน่เอฟเฟคล้มต่อกันเป็นลูกโซ่ ก็มีโอกาสเกิดได้เช่นกัน แล้วถ้าดันมาเกิดตอนที่รัฐบาลกระสุนหมด ก็เดาไม่ได้เลยว่าจุดจบจะออกมาเป็นอย่างไร

มาถึงจุดนี้แล้วในฐานะนักลงทุนเราควรทำอย่างไร ผมอยากให้อ่านบทความ สิ่งที่ต้องทำในตลาดหุ้นขาลง ที่ผมเขียนไว้ครับ หวังว่าจะช่วยทุกคนได้บ้าง สู้ๆนะครับ