10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุน KF-GTECH ลงทุนในเทคโนโลยี

รีวิวกองทุน KF-GTECH

วิกฤต COVID-19 กำลังจะผ่านไปในไม่ช้า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกโดนผลกระทบอย่างหนัก แต่มีอยู่ตลาดหุ้นหนึ่งที่แม้จะมีการปรับฐานกับเขาบ้างแต่ก็เป็นการปรับฐานที่ไม่แรงเท่าไหร่นัก นอกจากนั้นยังดีดตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้กำลังจะทำจุดสูงสุดใหม่ในไม่ช้า

ตลาดหุ้นนั้นคือตลาด NASDAQ ที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีสมัยใหม่นั่นเอง !

ภาพรวมตลาด NASDAQ
V-Shape ที่แท้ทรูต้อง NASDAQ เท่านั้น !
วันที่: 27 พฤษภาคม 2563

ภาพรวมตลาดหุ้น Technology ที่ดีกว่าที่คิด

คำถามต่อมาคือถ้าเราอยากหากำไรจากการกลับตัวของ NASDAQ ที่เรียกได้ว่าเอาชนะตลาดหุ้นอื่นแบบถล่มทลาย เราสามารถทำอย่างไรได้บ้างล่ะ?

  • เราสามารถลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยตรงได้กับโบรกเกอร์ แต่นั่นหมายความว่าเราจะต้องเปิดบัญชีใหม่ ทำเอกสารใหม่ โอนเงินออกนอกประเทศ เลือกหุ้นต่างประเทศที่ข้อมูลก็ไม่ค่อยรู้ แถมโดนค่าธรรมเนียมการเทรด ไม่ก็ขั้นต่ำในการลงทุนหลักแสน ! ตัวเลือกนี้ดูยากไป
  • เราสามารถลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในดัชนี NASDAQ ได้ อันนี้หลายๆท่านมีบัญชีกองทุนรวมอยู่แล้ว ขั้นต่ำก็ไม่สูง อันนี้ง่ายขึ้นเยอะ แต่ผมต้องขอบอกว่าแม้ดัชนี NASDAQ จะดีดตัว แต่หุ้นในดัชนีที่ขึ้นมามีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ บางตัวขึ้นเยอะ ขึ้นน้อย โดนผลกระทบCOVID-19 มากน้อยไม่เท่ากัน มันคงดีไม่น้อยถ้าเรามีข้อมูลและเลือกเองได้ จึงนำมาสู่ตัวเลือกที่ 3 ครับ
  • เลือกลงทุนในกองทุน Active ใน Sector เทคโนโลยี ที่มีผู้จัดการกองทุนที่รู้ข้อมูลมากกว่านักลงทุนทั่วๆไป มาเลือกหุ้นให้ ซึ่งตัวเลือกนี้ก็ไม่ยากเพราะตอนนี้เรามีกองทุนเทคโนโลยีให้เลือกในประเทศไทยอยู่เยอะพอสมควรเช่น ONE-UGG-RA, KF-GTECH, TMBGQG, B-INNOTECH, SCBDIGI และอีกมากมายหลายกอง หลากบลจ. ซึ่งแต่ละกองก็มีความแตกต่างของนโยบายการลงทุน สัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป

ในช่วงเวลาที่ความผันผวนสูง ผนวกกับ Sector ที่ต้องลงทุนมีความซับซ้อนเกินคนธรรมดาเข้าใจ ตัวเลือกที่ 3 น่าจะ Make Sense ที่สุด ซี่งแต่ละคนก็คงเลือกกองทุนที่แตกต่างกันไป สำหรับตัวผมเองขอกองทุน Technology กองหนึ่งที่ปิดการซื้อขายไปซักพักใหญ่ๆ และตอนนี้เริ่มกลับมาเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ตามปกติแล้ว นั่นคือกองทุน KF-GTECH จากบลจ.กรุงศรีครับ มาเป็นกรณีศึกษาว่ากองทุนนี้น่าสนใจอย่างไร สรุปเป็นข้อๆ ให้เข้าใจง่ายๆกัน 9-10 ประเด็นด้วยกันครับ

นโยบายการลงทุนของกองทุน KF-GTECH

KF-GTECH คือกองทุนที่มีกองทุนแม่คือ T. Rowe Price Funds Sicav – Global Technology Equity Fund ซึ่งมีนโยบายการลงทุนคือ การมุ่งเน้นเพิ่มคุณค่าของหน่วยลงทุนในระยะยาว ผ่านการเติบโตของการลงทุน กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่มีธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี หรือบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยี นโยบายการลงทุนแบบนี้ถือว่าชัดเจนมาก ว่าเน้นเติบโตจากเทคโนโลยีตรงๆ

ผลตอบแทนของกองทุน KF-GTECH ดีไหม?

ตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 2015 กองทุน T. Rowe Price Funds Sicav – Global Technology Equity Fund สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้สูงถึง 14.42% ถ้าดูในมุมของในไทย KF-GTECH ก็จะเห็นว่าทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีระยะสั้น ในช่วงเวลา 1 ปีที่ 21.4% 3 ปีที่ 9.01% และเมื่อมองเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆในหมวดอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วถือว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้ในระดับ “ดีมาก”

ผลตอบแทนของ KF-GTECH
ผลตอบแทนของ KF-GTECH
วันที่: 27 พฤษภาคม 2563

ข้อควรระวังในกองทุนนี้คือความผันผวนครับ ถ้าดูในทางด้านขวาของรูปด้านบนจะเห็นว่า Standard Deviation ของ KF-GTECH ทั้งในระยะ 1 ปีและ 3 ปี สูงกว่าเฉลี่ยของกลุ่ม กล่าวโดยสรุปคือถ้าจะลงทุนในกองทุนก็ต้องเป็นนักลงทุนที่ทนความผันผวนได้ระดับหนึ่งนะครับ

สัดส่วนการลงทุนของกองทุน KF-GTECH

การลงทุนในกองทุนจะดูแต่ผลตอบแทนหรือความผันผวนไม่ได้ แต่ควรศึกษาลงลึกไปถึงหุ้นที่กองทุนเข้าลงทุนด้วยครับ ในกรณีของ KF-GTECH จะเห็นว่าหุ้นหลัก 10 ตัวแรกที่ใหญ่ที่สุดที่กองทุนลงทุนมีสัดส่วนรวมกันมากถึง 48.6% ของกองทุน ดังนั้นถ้าเลือกได้ไม่ดี โอกาสที่กองทุนนี้จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเพื่อนๆก็ยากมากครับ กองทุนนี้ลงทุนในอะไรบ้างผมขอสรุปให้ฟังแบบสั้นๆตามนี้ครับ (ข้อมูลการถือหุ้นเป็นข้อมูลวันที่ 31 มีนาคม 2563)

  • Alibaba 8.7% – ตัวนี้มากที่สุดในพอร์ตการลงทุน เป็นบริษัท E-commerce ที่ทุกคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ปัจจุบัน Alibaba มี Gross Merchandise Value (GMV) หรือ มูลค่าสินค้าที่บริษัทจัดจำหน่ายไป มากที่สุดในโลก มากกว่า Amazon และ Ebay รวมกัน ผมเพิ่งได้ยินข่าวมาสดๆร้อนๆเมื่อกี้นี้ว่า (วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เวลา 13:28) บริษัทตั้งเป้าจะทำให้ GMV ของบริษัทโตขึ้นไปถึงระดับ 1 ล้านล้านเหรียญซึ่งจะเป็นระดับเดียวกันกับประเทศที่มี GDP ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 22 ของโลก คือใกล้ๆกับ Argentina มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องอธิบายแล้วว่า Alibaba ยิ่งใหญ่ขนาดไหน นอกจาก E-commerce แล้ว Alibaba ยังมีธุรกิจ Cloud ที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และธุรกิจ E-Payment ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Alipayอีกด้วย
  • Salesforce.com 7% – บริษัทนี้อาจเป็นบริษัทที่คนไทยไม่รู้จัก คนทั่วๆไปไม่เคยคุ้นชื่อ ธุรกิจของบริษัทคือการให้บริการ SaaS (Software As a Service) เช่นระบบ CRM, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล Big Data และระบบทำการตลาดออนไลน์อัตโนมัติ ให้กับบริษัทใหญ่ๆมากมาย พูดง่ายๆคือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการงานหลายๆอย่างของบริษัทนั่นเอง เมื่อเร็วๆนี้บริษัทเพิ่ง Takeover บริษัทจัดการข้อมูล Big Data ชื่อดังอย่าง Tableau ไป

ว่ากันว่า Marc Benioff ผู้ร่วมก่อตั้งของ Salesforce เคยได้รับคำแนะนำสุดโหด 3 ข้อจาก Steve Jobs จนเขาประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ คำแนะนำนั้นคือ ….

“หนึ่ง Salesforce ต้องใหญ่กว่านี้ 10 เท่าให้ได้ใน 24 เดือน หรือเลิกธุรกิจไปซะ สองนายต้องมุ่งเป้าไปที่ลูกค้ายักษ์ใหญ่ สาม Salesforce ต้องสร้าง Application Economy ขึ้นมาให้ได้” สุดท้าย Salesforce ใหญ่ขึ้นมาได้และได้สร้าง Application Economy ขึ้นมาจริงๆโดยเรียกมันว่า App Store และจดลิขสิทธิ์ไว้ สุดท้าย Marc ให้ชื่อ App Store กับ Steve Jobs เป็นของขวัญที่ Jobs ให้คำแนะนำกับเขาจนเขาประสบความสำเร็จ

รูป Marc Benioff กับ Steve Jobs สมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่
ที่มา: Twitter ของ Marc Benioff
  • Amazon.com 6.5% – บริษัท E-commerce อีกบริษัทหนึ่งที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก ปัจจุบันครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าแม้คนจะคิดว่าธุรกิจของ Amazon คือร้านขายของออนไลน์ แต่กำไรของบริษัทส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Cloud ซึ่ง Amazon ถือเป็น Pioneer แรกๆในธุรกิจนี้เลย ด้วยวิสัยทัศน์ของ Jeff Bezos เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าธุรกิจ Cloud จะใหญ่อย่างในปัจจุบัน Jeff Bezos ถือเป็น CEO คนหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ที่สุดยอด การได้ลงทุนใน Amazon ที่ Jeff Bezos บริหารและติดตามการเติบโตของบริษัท เป็นความฟินของนักลงทุนแฟนคลับของ Jeff หลายๆคน 

แม้แต่ Warren Buffett และ Charile Munger แม้ไม่ได้ลงทุนใน Amazon แต่ก็ชื่นชม Jeff Bezos อย่างมาก Warren Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “เขาเป็นคนที่ความสามารถสูงมากๆ ผมประเมินเขาต่ำไปหน่อยตอนพบเขาเป็นครั้งแรก … ผมเห็น Amazon มาตั้งแต่ตอนเริ่มธุรกิจ สิ่งที่ Jeff Bezos สร้างขึ้นมาไม่ต่างกับปาฏิหาริย์”

  • Netflix 5.6% – บริษัทไม่พูดทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นยังไง ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นอกจาก Amazon แล้วก็มี Netflix ที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แถมยังได้ประโยชน์จากวิกฤตครั้งนี้อีกด้วย จำนวนผู้ใช้รายใหม่ของ Netflix เพิ่มขึ้น 15.8 ล้านราย มากกว่าที่คาดการณ์ได้ที่ 7.2 ล้านคน เหตุผลหลักมาจากการ Lockdown ที่ทำให้คนมีเวลาอยู่บ้านและดูหนังมากขึ้น ปัจจุบัน Netflix มีผู้ใช้งานรวมกันทั้งหมด 182 ล้านรายทั่วโลก นับเป็นสัดส่วน 2.6% ของคนทั้งโลก ถ้าเราคิดว่าทุกๆคนชอบดูหนัง ดูซีรียส์ ก็อาจจะพอบอกได้ว่าการเติบโตของ Netflix น่าจะไม่จบลงแค่ผู้ใช้ 182 ล้านราย
  • Facebook 4.5% – บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ที่มีผู้ใช้กว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก บริษัทเป็นเจ้าของ App ชั้นนำอย่าง Facebook, WhatApps, Messenger และ Instagram ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมาจำนวนผู้ใช้งานของแอพต่างๆของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เคยทรงๆและไม่โตเท่าไหร่นัก รายได้จากการโฆษณาของ Facebook มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการปิดของธุรกิจต่างๆ อย่างไรก็ตามผลกระทบทีว่าจะเป็นเรื่องชั่วคราว ณ.เวลาที่ผมเขียนบทความนี้เริ่มมีข่าวการเปิดเมืองของประเทศต่างๆเข้าเรื่อยๆ ดังนั้นรายได้การโฆษณาของ Facebook น่าจะกลับมาเติบโตได้ในอนาคต
  • Workday 3.5% – บริษัทนี้ทำ SaaS เช่นกันแต่เน้นเรื่องการเงินและทรัพยากรบุคคล (น่าจะคล้ายๆHUMAN ที่อยู่ในตลาดหุ้นบ้านเรา)
  • ServiceNow 3.3% – เป็นบริษัท Software ประเภท Platform As a Service ดูแลเรื่องการบริหารจัดการปัญหาทางด้าน IT เก็บเงินเป็นจำนวน User
  • Visa 3.2% – ผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ 1 ใน 2 รายคู่กับ Mastercard อันนี้คนไทยน่าจะคุ้นเคยอยู่แล้ว
  • Intuit 3.2% – บริษัท Software บริหารจัดการการเงินและภาษี โปรแกรมที่คนไทยที่ทำงานด้านภาษีน่าจะได้ยินชื่อบ้างก็เช่น TurboTax และ Quicken บริษัทนี้ถือเป็นตำนานอีกบริษัทนึง เพราะเคยเอาชนะ Microsoft มาแล้วในตลาด Software ด้านภาษี
  • Atlassian 3.1% – บริษัท SaaS ด้านการบริหารจัดการกระบวนการทำงานของ Software Developer ที่น่าจะได้ยินบ่อยๆก็เช่น Jira และ Trello

จะเห็นว่าที่เพื่อนๆ อ่านบทความมาใน 5 นาทีที่ผ่านมา ผมเขียนคำว่า Software บ่อยมากๆ ซึ่งก็เป็นเพราะกองทุนนี้โฟกัสมากๆเรื่อง Technology และก็ลงทุนหนักๆในประเภทธุรกิจ Software และ SaaS (Software as a service)

สิ่งที่ KF-GTECH ไม่ได้เป็น

สิ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นในกองทุนนี้คือไม่ค่อยมีบริษัทสายที่เน้นพวก Hardware ซักเท่าไหร่ พวก Tesla, Xiaomi, TSMC, ASML แกงค์ชิพประมวลผลอย่าง AMD, Nvidia ก็ไม่ได้เห็นใน Top Holding ดังนั้นถ้าอยากได้สายชิพประมวลผล KF-GTECH อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ แต่ถ้าอยากได้สาย SaaS, Tech ที่เน้น Consumer / B2B Software KF-GTECH ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

อีกอย่างที่ผมสังเกตได้คือ การลงทุนส่วนใหญ่ของกองทุนอยู่ในสหรัฐอเมริกาซะเยอะ ประมาณ 72% แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะสหรัฐฯถือเป็นแหล่งรวมหุ้น Technology ที่ดีและหลากหลายที่สุดแล้ว จีนก็เริ่มมีหุ้น Technology เยอะแต่ก็ไม่ได้มากเท่าสหรัฐฯ และก็อุตสาหกรรมก็ไม่ได้ใหญ่เท่า นอกจากนั้นกองนี้ยังมี Alibaba อยู่ 8.7% ซึ่งก็ถือว่าเป็นหุ้น Tech จีนที่ดีที่สุดตัวหนึ่งในสัดส่วนที่มีนัยยะมากๆ

รายละเอียดเชิงลึกที่กองทุนบอกไว้ด้วยใน Fact sheet

กองทุนถือหุ้นทั้งสิ้น 46 ตัว 70% ของการลงทุนอยู่ในหุ้น 20 ตัวแรก ตรงนี้ผมชอบเพราะถือว่าผู้จัดการกองทุนขยันดี ถ้าผู้จัดการกองทุนไม่ขยันเราจะเจอกับการกระจายความเสี่ยงแบบถือหุ้นเป็น 100 ตัวซึ่งส่วนตัวผมว่ามันมากเกินความจำเป็น และไม่คุ้มค่า Fee ที่ต้องเสียไป (ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูด้วยนะว่าถือหุ้นน้อย Focus มากกว่ากองอื่นๆแล้วผลตอบแทนดีไหม ซึ่งในมุมของ KF-GTECH ถือว่าผลตอบแทนดี ก็นับว่าผ่าน) กองที่มีการถือหุ้น Focus ในระดับนี้ที่ผมเห็นก็จะมี ONE-UGG อีกกองหนึ่งครับ

การเปิดเผยข้อมูลใน Factsheet ของ T. Rowe Price Funds Sicav – Global Technology Equity Fund ละเอียดดีผมชอบ มีข้อมูลเช่น P/E ของกองทุนที่อยู่ที่ 31.7 เท่า เมื่อเทียบกับ Benchmark ที่ 19.9 เท่า ก็ถือว่าสูงกว่าพอสมควร แต่มันก็มีเหตุผลของมันเพราะ เมื่อปรายตาลงมาอีกนิดจะเห็นว่าการเติบโตของกำไรจะเติบโตสูงกว่า Benchmark ด้วยเช่นกัน แม้ปัจจุบัน ROE จะต่ำกว่าซึ่งดูไม่ค่อยดี แต่ถ้าหุ้นที่เลือกมาโตได้ตามเป้าก็น่าจะช่วยให้ ROE ดีขึ้นในอนาคตได้ครับ

ข้อมูลเชิงลึกกองทุนจาก Fund Factsheet
ข้อมูลกองทุนจาก Fund Factsheet
วันที่: 31 มีนาคม 2563

สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวังในการลงทุนในเทคโนโลยี

เทคโนโลยีเป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เพียงแต่โดนผลกระทบจาก COVID-19 น้อย นอกจากนั้นหุ้นเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนี้ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากๆ ทำให้ต่อให้โดนผลกระทบก็สามารถประคองตัวเองผ่านไปได้ไม่ยากนัก การเติบโตก็ดี หุ้นตัวใหญ่ๆมักจะเป็นบริษัทที่มีรายได้และมีกำไรแล้วแทบจะทั้งหมด ยังมีขาดทุนบ้างประปรายบางครั้งก็เพราะบริษัทยังมีการลงทุนหนักอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่มีกำไร หรือขาดทุน ก็ต้องขอบอกว่าหุ้นเทคโนยุคนี้ ต่างจากยุคปี 2000 Dot-Com Bubble มากมายมหาศาล

ความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่ผมเห็นอย่างชัดเจนคือ แม้ตัวหุ้นจะแข็งแกร่ง มีการเติบโต แต่หลายๆครั้งด้วยความซับซ้อนของ Business Model และข้อมูลที่เข้าถึงได้ยากแม้แต่สำหรับคนในอุตสาหกรรมเอง ทำให้หลายๆครั้งแม้แต่มืออาชีพยังพลาดพลั้งได้ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเพื่อคาดหวังผลตอบแทนระยะสั้นจึงเป็นเรื่องที่มีความยากมากกว่าการลงทุนในหุ้นทั่วๆไป

ดังนั้นถ้าอยากลงทุนในเทคโนโลยี ผมจึงคิดว่าน่าจะต้องลงทุนแนวๆเป็นการเติบโตไปกับเทรนด์ระยะยาว สะสมกองทุนไปเรื่อยๆลักษณะคล้ายๆ DCA น่าจะช่วยลดความผันผวน และเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวกับการลงทุนแห่งอนาคตอย่างเทคโนโลยีครับ

KF-GTECH ถือเป็นกองทุนเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าเพื่อนๆสนใจลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีน ผมขอแนะนำกองทุน TMBCOF ซึ่งผมเขียนรีวิวไว้กว่า 5,000 คำแบบละเอียดโคตรๆ ในบทความ รีวิวจัดเต็มกองทุน TMBCOF ปี 2020 กองทุนจีนที่นักลงทุนต้องรู้จัก

ส่วนหุ้นที่ KF-GTECH ลงทุนเป็น Top 10 Holdings อย่าง Facebook ผมก็มีเขียนรีวิวไว้ไปศึกษากันเพิ่มเพื่อความมั่นใจได้ที่บทความ สรุปทุกอย่างที่ต้องรู้ หุ้น Facebook ได้นะครับ

อย่าลืมกด Like Page Facebook ให้กำลังใจทีมงาน Buffettcode ด้วยนะครับ