สรุปบทเรียนจากหนังสือ Mastering The Market Cycle โดย Howard Mark

Mastering the Market Cycle by Howard Mark

เพิ่งอ่านหนังสือ Mastering The Market Cycle ของ Howard Mark จบไปครับ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านสนุก ภาษาไม่ยาก แต่เนื้อหานี่คุณภาพคับแก้วมากๆ

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้คือการจัดพอร์ต ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแต่ละช่วงของ Market Cycle รวมไปถึงบอกว่าปัจจัยแบบไหนบ่งบอกว่าเราอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง

สิ่งที่ Howard พูดในหนังสือสามารถเอามาใช้ได้จริงๆ หลายอย่างในหนังสือเล่มนี้มาจากประสบการณ์ล้วนๆ เล่มนี้ถือเป็นหนังสือทรงคุณค่าอีกเล่มเลยครับ
‍‍
ผมรีวิวสรุปเนื้อหาสำคัญๆไว้ มีใส่ความเห็นของผมเองเข้าไปด้วยเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ณ.ที่นี้ครับ

ความสำเร็จของการลงทุนมาจากการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ “รู้ได้” และ “ไม่มีวันรู้ได้”
ความสำเร็จของการลงทุนมาจากการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ “รู้ได้” และ “ไม่มีวันรู้ได้”

ความสำเร็จของการลงทุนมาจากการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ “รู้ได้” และ “ไม่มีวันรู้ได้”

สิ่งที่ไม่มีวันรู้ได้ก็เช่น เมื่อไหร่จะเกิดวิกฤต ตลาดหุ้นจะถึงจุดสูงสุด/ตำ่สุดเมื่อไหร่ ราคานำ้มันอาทิตย์หน้าจะเป็นอย่างไร ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามเรียนรู้สิ่งที่เรา “ไม่มีวันรู้”

การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอยู่ที่การเรียนรู้สิ่งที่เรา “รู้ได้” ให้มากกว่าคนอื่นมากๆ เช่นพื้นฐานของบริษัทเป็นอย่างไร เรียนรู้ที่จะมีวินัยในการที่จะไม่เข้าไปเล่นสิ่งที่เราไม่มีวันรู้  ทำความเข้าใจและแยกแยะได้เราอยู่ในสภาวะตลาดแบบไหน และจะปรับพอร์ตอย่างไรเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะนั้นๆ

นักลงทุนชั้นยอดคือนักลงทุนที่สามารถ “รับรู้ได้” ถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง
นักลงทุนชั้นยอดคือนักลงทุนที่สามารถ “รับรู้ได้” ถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง

นักลงทุนชั้นยอดคือนักลงทุนที่สามารถ “รับรู้ได้” ถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง

และประเมินได้ว่ามัน “คุ้มค่า” ไหมที่จะเล่นเกมในรอบนี้

พวกเขาไม่ได้รู้อนาคตเหมือนกันคนอื่นๆ แต่พวกเขาเข้าใจถึง “ความน่าจะเป็น” ในอนาคตได้ดีกว่าคนอื่นๆ

คนเหล่านี้รู้ว่าโอกาสในการทำกำไรมี “สูงขึ้น” เมื่อเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัทมีโอกาสที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าลดตำ่ลง นักลงทุนในตลาด “เมิน” หุ้นตัวนั้นๆมากกว่า “ชื่นชอบ” นักลงทุนมองตลาดในแง่ลบจนเกินไป ในขณะที่ตลาดไม่ได้ขึ้นสูงไปมาก

ตลาดมักจะไม่วิ่งจากราคาถูก ไปราคากลางๆ แต่มักจะผ่านไปที่ราคาแพงเลย เช่นเดียวกันกับ ราคาแพงก็จะวิ่งไปที่ราคาถูกสุดๆไปเลย
ตลาดมักจะไม่วิ่งจากราคาถูก ไปราคากลางๆ แต่มักจะผ่านไปที่ราคาแพงเลย เช่นเดียวกันกับ ราคาแพงก็จะวิ่งไปที่ราคาถูกสุดๆไปเลย

ตลาดมักจะไม่วิ่งจากราคาถูก ไปราคากลางๆ แต่มักจะผ่านไปที่ราคาแพงเลย เช่นเดียวกันกับ ราคาแพงก็จะวิ่งไปที่ราคาถูกสุดๆไปเลย

Cycle ของตลาดมีการขยับตัวขึ้นลงตลอดเวลา ซึ่งสร้างโอกาสในการลงทุนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภายนอกและพฤติกรรมของนักลงทุน

ยามที่ลมไหลออกจากลูกโป่งมักจะไหลออกเร็วและแรงกว่าตอนที่มันไหลเข้า

ตลาดขาขึ้นและลงเกิดขึ้นจากการมองตลาดในแง่ดีเกินไป การมองตลาดด้วยความกังวลและความกลัวเป็นสิ่งจำเป็น ตลาดที่ดีและแจกกำไรมากเกินไปจะทำให้เกิดการวางแผนลงทุนที่ยํ่าแย่ และเป็นอันตรายกับนักลงทุน

โลกเรามีนักประมาณการอยู่ 2 แบบ คือ คนที่ไม่รู้ และคนที่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้
โลกเรามีนักประมาณการอยู่ 2 แบบ คือ คนที่ไม่รู้ และคนที่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้

โลกเรามีนักประมาณการอยู่ 2 แบบ คือ คนที่ไม่รู้ และคนที่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้

ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณได้เมื่อคุณไม่ได้สิ่งที่คุณอยากได้ (กำไรนั่นเอง !)

การลงทุนที่ดีไม่จำเป็นเสมอไปที่เราต้องถูกตลอดเวลา แค่ถูกมากกว่าคนอื่นในตลาดหุ้น และผิดน้อยกว่าคนอื่น ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ดังนั้นความสำเร็จจึงไม่ได้มาจากการประมาณการที่ถูกต้อง แต่มาจากการประมาณการที่ “ยอดเยี่ยม”

สถานการ์ณขาลงหนักๆมักจะเกิดไม่บ่อย แต่ถ้าเกิดแล้วจะทำให้ยากต่อการประเมิน มักจะไม่สามารถประเมินได้ด้วยวิธีดั้งเดิม กรอบคิดเดิมๆที่เคยถูกจะกลายเป็นผิด ใครก็ตามที่ลงทุนในช่วงนี้จะมีโอกาส “เสียเงิน” สูงกว่า “ได้เงิน”

ซึ่งจะทำให้หลายๆคนไม่รู้ตัวและคิดว่าประมาณการของตนเองนั้นถูกต้อง โลกเรามีนักประมาณการอยู่ 2 แบบ คือ คนที่ไม่รู้ และคนที่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้

ธนาคารกลางมีหน้าที่อยู่ 2 อย่างคือ การควบคุมเงินเฟ้อในขณะที่รักษาการเติบโตของเศรษฐกิจและช่วยสนับสนุนการจ้างงาน
ธนาคารกลางมีหน้าที่อยู่ 2 อย่างคือ การควบคุมเงินเฟ้อในขณะที่รักษาการเติบโตของเศรษฐกิจและช่วยสนับสนุนการจ้างงาน

ธนาคารกลางมีหน้าที่อยู่ 2 อย่างคือ การควบคุมเงินเฟ้อในขณะที่รักษาการเติบโตของเศรษฐกิจและช่วยสนับสนุนการจ้างงาน

ในช่วงทุกช่วงของเศรษฐกิจธนาคารกลางมักจะเข้ามาแทรกแซง เพราะธนาคารกลางมีหน้าที่อยู่ 2 อย่างคือ การควบคุมเงินเฟ้อในขณะที่รักษาการเติบโตของเศรษฐกิจและช่วยสนับสนุนการจ้างงาน (คือทำให้คนมีงานทำไม่ตกงาน) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเห็นว่าหน้าที่ของธนาคารกลางคือ 2 อย่างที่อยู่คนละขั้วกัน ดังนั้นความสำเร็จอยู่ที่การ “สร้างสมดุล”

ส่วนรัฐบาลที่มีหน้าที่มากกว่าธนาคารกลาง จะใช้เครื่องมือหลักๆ 2 ตัวคือการใช้จ่ายภาครัฐและการลดหรือเพิ่มภาษี ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง

สิ่งที่คนชอบเข้าใจผิดคือ ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งต้องได้ผลตอบแทนมาก
สิ่งที่คนชอบเข้าใจผิดคือ ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งต้องได้ผลตอบแทนมาก

สิ่งที่คนชอบเข้าใจผิดคือ ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งต้องได้ผลตอบแทนมาก

สิ่งที่คนชอบเข้าใจผิดคือ ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งต้องได้ผลตอบแทนมาก ในความป็นจริงถ้าสินทรัพย์เสี่ยงให้ผลตอบแทนสูงขึ้นได้ตลอด นั่นก็แปลว่ามันไม่ได้เสี่ยง คำที่ถูกต้องควรจะเป็น การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงควรต้องให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่าสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครซื้อ

ต้นตอการลงทุนที่เสี่ยงคือความเชื่อที่คนเชื่อว่ามัน “ไม่เสี่ยง” ยิ่งมีคนเชื่อว่า “ไม่เสี่ยง” มากแค่ไหนยิ่งทำให้ตลาดขาลงหนักมากเท่านั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ว่า ยิ่งคนลงทุนด้วยความหละหลวมมากแค่ไหน เรายิ่งต้องเข้มงวดกับการลงทุนของเรามากขึ้นเท่านั้น

นักลงทุนที่ดีเป็นคนที่ขยัน ระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงตลอดเวลา แต่ก็สอดส่องหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อความเสี่ยงที่ได้รับเสมอ

การลงทุนที่ดีไม่ได้มาจากการซื้อหุ้นคุณภาพเยี่ยม แต่มาจากการซื้อในราคา “Good Deal”
การลงทุนที่ดีไม่ได้มาจากการซื้อหุ้นคุณภาพเยี่ยม แต่มาจากการซื้อในราคา “Good Deal”

การลงทุนที่ดีไม่ได้มาจากการซื้อหุ้นคุณภาพเยี่ยม แต่มาจากการซื้อในราคา “Good Deal”

การลงทุนที่ดีไม่ได้มาจากการซื้อหุ้นคุณภาพเยี่ยม แต่มาจากการซื้อในราคา “Good Deal” ราคาถูก มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และความเสี่ยงมีจำกัด ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงเลย

ทำไมตลาดหุ้นวิ่งขึ้นลงอย่างรุนแรง -50% +100% ได้ ในขณะที่ GDP ลดลงหรือเพิ่มขึ้นแค่หลัก 2-5% สาเหตุเพราะหุ้นหรือบริษัทในตลาดมีการทำ Financial Leverage หรือกู้เงินมาลงทุนมากกว่าเงินที่มี และมีการทำ Operating Leverage คือมีผลบวกจากการดำเนินงานที่มี ค่าใช้จ่ายคงที่ซึ่งไม่เพิ่มตามยอดขาย ส่งผลให้กำไรสามารถโตแบบก้าวกระโดดได้ ในทางกลับกันตอนลงก็ลงแบบก้าวกระโดดเช่นกันในตอนที่เศรษฐกิจแย่

“ความคิด” ของนักลงทุนที่เข้าไปส่งผลกระทบในการทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และลดลงอย่างฮวบฮาบ
“ความคิด” ของนักลงทุนที่เข้าไปส่งผลกระทบในการทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และลดลงอย่างฮวบฮาบ

“ความคิด” ของนักลงทุนที่เข้าไปส่งผลกระทบในการทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และลดลงอย่างฮวบฮาบ

นอกจากนั้นยังมี “ความคิด” ของนักลงทุนที่เข้าไปส่งผลกระทบในการทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และลดลงอย่างฮวบฮาบ ยามที่เศรษฐกิจแย่ ทุกคนกลัวก็จะใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ยิ่งส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคตดูแย่ ยิ่งใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากกว่าเดิม สุดท้ายกระทบกำลังซื้อของสินค้าต่างๆ บริษัทจึงผลิตน้อยลง สต๊อคของน้อยลง ทำให้กำไรของบริษัทในตลาดยิ่งลดลง กระทบ Supplier เป็นวงจรที่หมุนไปเรื่อยๆ

ดัวยเหตุผลเหล่านี้รวมๆกันจึงทำให้ราคาหุ้นเหวี่ยงกว่าตัวเลขเศรษฐกิจอย่าง GDP อัตราการจ้างงาน หรือการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน เยอะมาก จนหลายๆครั้งการขึ้นลงของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจริงๆแทบไมไ่ด้ไปในทิศทางเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงของ Capital (เงินทุน) ที่มีหรือ Credit ส่งผลกระทบกับบริษัทและตลาดหุ้นอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงของ Capital (เงินทุน) ที่มีหรือ Credit ส่งผลกระทบกับบริษัทและตลาดหุ้นอย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงของ Capital (เงินทุน) ที่มีหรือ Credit ส่งผลกระทบกับบริษัทและตลาดหุ้นอย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงของ Capital (เงินทุน) ที่มีหรือ Credit ส่งผลกระทบกับบริษัทและตลาดหุ้นอย่างมาก

เมื่อ Credit Window เปิด Capital จะมีมากและได้รับได้ง่าย ในทางกลับกันเมื่อ Credit Window ปิด Capital เหล่านั้นจะลดหายไป และได้ยากขึ้น ส่งผลให้ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้เศรษฐกิจ “รอด” หรือ ”เจ๊ง”ได้ง่ายๆ

Capital สำคัญเพราะเป็นสิ่งที่บริษัทใช้ในการขยายธุรกิจ สร้างงานให้กับระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้น Capital ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อใช้ในการ Rollover หนี้ (ใช้คืนหนี้ก้อนเก่า ด้วยการกู้หนี้ก้อนใหม่) ซึ่งทำได้ไม่ยากในสภาวะทั่วๆไป แต่จะทำได้ยากมากในสภาวะวิกฤต

ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจนำมาซึ่งการกู้เงินอย่างหนักของธุรกิจ และความหละหลวมของระบบการเงิน
ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจนำมาซึ่งการกู้เงินอย่างหนักของธุรกิจ และความหละหลวมของระบบการเงิน

ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจนำมาซึ่งการกู้เงินอย่างหนักของธุรกิจ และความหละหลวมของระบบการเงิน

บริษัทส่วนใหญ่มักจะกู้เงินไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรระยะยาว เช่นตึก หรือโรงงาน ด้วยหุ้นกู้ระยะสั้นด้วยคิดว่าเดี๋ยวก็ Rollover หุ้นกู้ได้ ซึ่งก็ถูกซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ในภาวะวิกฤต แนวคิดนี้จะเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะจะหาคนมา Rollover หุ้นกู้ต่อไม่ได้ เกิดปัญหาสภาพคล่อง ต้องลดคนงาน ขายสินทรัพย์ออกมา

ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจนำมาซึ่งการกู้เงินอย่างหนักของธุรกิจ และความหละหลวมของระบบการเงิน ในระบบของตลาดผู้ที่ได้เงินกู้ไปมากที่สุดคือคนที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุด ในมุมกลับกันนั่นหมายความว่าผู้กู้คือคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดด้วย (เลยต้องให้ดอกเบี้ยสูงสุด)

การปล่อยกู้ที่หละหลวมเกินไปทำให้เศรษฐกิจขยายตัว และกลายเป็นฟองสบู่ซึ่งแตกตอนที่ความจริงออกมาว่า คนที่กู้ไปนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด และธุรกิจของเขาไม่ได้ดูสวยหรูแบบที่คาดในตอนแรก

การลงทุนในสิ่งที่ทุกคนกำลังโยนเงินใส่อย่างบ้าคลั่งคือสูตรสำเร็จของหายนะ
การลงทุนในสิ่งที่ทุกคนกำลังโยนเงินใส่อย่างบ้าคลั่งคือสูตรสำเร็จของหายนะ

การลงทุนในสิ่งที่ทุกคนกำลังโยนเงินใส่อย่างบ้าคลั่งคือสูตรสำเร็จของหายนะ

Howard Mark กล่าวไว้ว่า ในการลงทุนผมให้นำ้หนักกับการประเมินเศรษฐกิจในอนาคตน้อย เพราะผมรู้ว่าคิดไปผมก็เดาไม่ถูกซะเป็นส่วนใหญ่ ผมมาเน้นดู Supply / Demand ของเงินทุน และมองหาการลงทุนในมุมที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ซึ่งทำให้ผมได้เปรียบมาก การลงทุนในสิ่งที่ทุกคนกำลังโยนเงินใส่อย่างบ้าคลั่งคือสูตรสำเร็จของหายนะ

งานของนักลงทุนมีอยู่เพียงอย่างเดียวคือการคิดเกี่ยวกับราคาของสินทรัพย์ ประเมินว่ามันถูกหรือแพงณ.ราคาปัจจุบัน และประเมินต่อไปว่ามันมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต โดยไม่ลืมว่าราคาคือส่วนผสมของพื้นฐานบริษัทและจิตวิทยา 

Cycle จะขึ้นหรือลง และจะเกิดขึ้นต่อๆไป แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือคุณได้ “ทำอะไร” เพื่อเตรียมตัวรับมือกับมันตะหาก
Cycle จะขึ้นหรือลง และจะเกิดขึ้นต่อๆไป แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือคุณได้ “ทำอะไร” เพื่อเตรียมตัวรับมือกับมันตะหาก

Cycle จะขึ้นหรือลง และจะเกิดขึ้นต่อๆไป แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือคุณได้ “ทำอะไร” เพื่อเตรียมตัวรับมือกับมันตะหาก

เราไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลทุกอย่างแต่ต้องประเมินได้ว่าสิ่งที่สำคัญคืออะไร? วิเคราะห์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง สรุปว่าบรรยากาศตอนนี้เป็นยังไง อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ

การประเมิน Cycle ตลาดหุ้นไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต แต่บอกได้ว่าอะไร “น่าจะ” เกิด และ “ไม่น่าจะ” เกิด …. แต่แค่นี้ก็เยอะมากพอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้แล้ว                                                                                                                                                                 

Cycle จะขึ้นหรือลง และจะเกิดขึ้นต่อๆไป แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือคุณได้ “ทำอะไร” เพื่อเตรียมตัวรับมือกับมันตะหาก

นอกจากเล่มนี้แล้วยังมีอีกเล่มหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เป็นหนังสือของปรมาจารย์ด้าน Valuation ของโลก Aswath Damodaran ผมรีวิวไว้ในบทความ รีวิวหนังสือ The Little Book of Valuation โดย Aswath Damodaran อย่าลืมติดตามกันนะครับ

อย่าลืมกด Like Page Facebook ให้กำลังใจทีมงาน Buffettcode ด้วยนะครับ