อาทิตย์นี้คนอเมริกาจะตกงาน 2 ล้านคน

Usa stats

นับเป็นการประเมินที่ Hardcore ทำเอาใจหายมากๆของ Goldman Sachs เพราะ COVID-19 ระบาดหนัก ไม่มีใครรู้ว่าผลกระทบจะหนักแค่ไหน สิ่งที่ผมทำได้ณ.ตอนนี้คือหาข้อมูลให้มากที่สุดและเอามาประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน ในวิกฤตมีโอกาส แต่ถ้ามองผิดพลาดโอกาสจะกลายเป็นวิกฤตเช่นกัน ขอแชร์ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ให้เพื่อนๆครับ

สรุปสถานการณ์ในสหรัฐฯ

อาทิตย์ที่ผ่านมาอัตราการลงทะเบียนคนตกงานของสหรัฐฯพุ่งสูงขึ้นจาก 220,000 เป็น 280,000 ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น 

นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะตกงานกว่า 2 ล้านคน

คลื่นมวลชนคนตกงานได้เริ่มต้นลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในแคลิฟอเนียปกติจะมีคนลงทะเบียนประมาณวันละ 2000 คน แต่แค่ 3 วันลงทะเบียนไปแล้วถึง 190,000 คน ใน Illinois มีคนลงทะเบียนไปแล้ว 40,000 คน เพิ่มขึ้น 10 เท่าจากปีที่ผ่านมา

ซึ่งตัวเลขการลงทะเบียนนี้จะ Delay ประมาณ 1 อาทิตย์ นั่นหมายความว่าตัวเลขที่จะออกของอาทิตย์นี้ คือผลของอาทิตย์ที่แล้วครับ

  • Goldman Sachs ประเมินว่าตัวเลขจะรายงานว่ามีคนตกงานสูงสุดถึง 2.25 ล้านคนในอาทิตย์นี้ จากตัวเลขการลงทะเบียนรายวันที่เห็น และ 1 ล้านคนในกรณีการแพร่ระบาดมีการชะลอตัว
  • Justin Wolfer ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Michigan คาดไว้ 1.5 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน
  • Oxford Economics ประเมินไว้ 1.2 ล้านคน
  • Economic Policy Institute ประมาณการไว้ 3 ล้านคนภายในช่วงเดือนมิถุนายนนี้
  • Travel Industry Association ประเมินรวมๆไว้ 4.6 ล้านคนในปีนี้
  • ไม่รู้ตัวเลขใครแม่นกว่าใคร แต่ที่แน่ๆคือเกินล้านทุกสำนัก

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงคนที่ทำอาชีพอิสระเช่น คนขับ Uber, Grab, นักดนตรีอิสระ, นักแสดง, ไกด์ทัวร์ และโค้ชฟิตเน็ต ซึ่งถ้ารวมเข้ามาด้วยคงเกิน

คนตกงานส่วนใหญ่จะอยู่ในอุตสาหกรรมสายการบิน, ร้านอาหาร,​โรงแรม และค้าปลีก ที่ต้องหยุดดำเนินการอย่างกระทันหันจากการปิดเมือง ตัวเลขคนตกงานระดับล้านคนในรอบนี้จะสูงทะลุตัวเลขสูงสุดที่ทำไว้ในปี 1982 ประมาณ 695,000 ราย ถึง 2 เท่าตัวเลยทีเดียว

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะหลายอุตสาหกรรมถูกผลกระทบอย่างหนัก ร้านอาหาร โรงแรม ฟิตเนต ห้างสรรพสินค้าถูกสั่งปิด และจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย (เพราะรายได้ไม่มีคนถูกสั่งให้กักตัวเองอยู่ในบ้านไม่ออกมาใช้จ่าย ) อย่างแรกที่ทำง่ายที่สุดคือการลดพนักงาน

ตอนนี้มีจำนวนคนตกงานเข้าเว็บไซต์เพื่อลงทะเบียนขอรับเงินเป็นจำนวนมาก … จนเว็บไซต์ล่มในบางรัฐ เรื่องน่าเศร้าก็คือกฏหมายของแต่ละรัฐในสหรัฐฯไม่เหมือนกัน เพราะบางรัฐไม่รับประกันคนทำงาน Part-time และเงินช่วยเหลือนับแค่ตัวเงินเดือน ไม่รวมทิป (ถ้าใครเคยทำงานสหรัฐฯจะรู้ดีว่า พนักงาน Part-time มีมากพอสมควร และทิปนี่บางอาชีพเกินครึ่งของเงินเดือนที่ได้)

วอลุ่มธุรกิจขนาดเล็กหาย 50%

Dan Price CEO ที่เคยลดเงินเดือนตัวเอง เอาไปขึ้นเงินเดือนพนักงาน (จนได้รับฉายาว่า The Best Boss in America) บอกว่าบริษัทของเขาที่ทำธุรกิจระบบรับ-จ่ายเงินของธุรกิจขนาดเล็ก ตอนนี้วอลุ่มหายไป 50% นั่นหมายความว่า ธุรกิจรายเล็กที่เป็นลูกค้าของเขายอดหายไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

JPMorgan Chase ประเมินว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ร้านอาหารมีเงินสดสำรองเพียงพอในการดำเนินงานเฉลี่ยแค่ 16 วัน ธุรกิจขนาดเล็กทั่วไปมีเงินสำรองเฉลี่ย 27 วัน แปลว่าถ้าขาดรายได้เกิน 15-30 อาทิตย์ มีโอกาสสูงมากที่ธุรกิจขนาดเล็กและร้านอาหารต้องปิดตัวลง (คิดว่าในไทยน่าจะน้อยกว่านี้นะ ใครทำร้านอาหารบอกทีครับ)

ธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินสดสำรองเพียงพอมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 60-100 วัน นั่นแปลว่าถ้าวิกฤตลากยาว 2 เดือนขึ้นไป เกือบมั้งหมดของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯเตรียมเจ๊งได้เลย คนหลักล้านคนที่ตกงาน จะตกงานอย่างถาวรทันทีถ้าธุรกิจเจ๊ง

นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ Trump จึงเลือกที่จะให้เงินช่วยเหลือธุรกิจ แทนที่จะเน้นที่คนตกงาน เพราะถ้าธุรกิจรอด คนตกงานก็รอดตามไปด้วย

โรงแรม The Ranaissance Allentown Hotel ได้ “บอกข่าวร้าย” แก่พนักงานเกือบทั้งหมดของโรงแรม กว่า 100 คนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เหลือเพียง GM เพื่อจัดการกับเรื่องเอกสารและขั้นตอนต่างๆเท่านั้น

บริษัท Vending One ผู้รับจ้างบริหารและเติมเครื่องดื่มในตู้กดเครื่องดื่มทั่วสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับรายได้ที่ลดลงจนเหลือ “ศูนย์” เพราะห้างสรรพสินค้าและโรงแรมหลายแห่งต้องปิดตัวลง บางที่ให้เวลาบริษัทเพียง 24 ชั่วโมงในการไปเอาเงินในตู้ออกมาให้หมดก่อนสถานที่จะปิดชั่วคราว

NBA, MLB, NFL รายได้หาย 80%

Goldman Sachs ยังได้ประเมินไว้อีกว่า Casino จะสูญเสียรายได้ 95% อุตสาหกรรมกีฬา (ซึ่งใหญ่มากในสหรัฐ ทั้ง NBA, MLB, NFL) จะสูญเสียรายได้ 80% โรงแรมจะรายได้หาย 75% และร้านอาหารรายได้หาย 65%

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตครั้งนี้เช่นกัน คือ Amazon และ Walmart ซึ่งกำลังเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่ม 100,000-150,000 คนซึ่งบ่งบอกถึงจำนวนวอลุ่มการสั่งซื้อของออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นมหาศาล อย่าง 7-11 CPALL ของไทยก็รับสมัครเพิ่ม 20,000 อัตรา

ณ.ตอนนี้ผู้ติดเชื้อของประเทศไทยยังไม่เยอะเท่าสหรัฐฯ, อิตาลี่ หรือสเปน ประเทศเราก็ไม่ได้ใหญ่เท่าเขา แต่ถ้าเราไม่ควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นไปได้ว่าตัวเลขทำนองเดียวกันนี้จะมาหลอกหลอนคนไทยในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าแน่นอน

แม้ตัวเลขของเมืองไทยจะยังไม่ออกมาเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้ตลาดหุ้นรับรู้ไปล่วงหน้าแล้ว และจากสถานการณ์ปัจจุบันผมว่าหลายๆคนคงพอเดาด้วย Common sense ผมเชื่อจริงๆว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกำลังจะตามมาในไม่ช้า และจะหนักที่สุดในช่วงเดือนมีนาคมและเมษา

ดังนั้นในช่วงนี้ใครมีรายจ่ายอะไรที่ยังไม่จำเป็น ไม่รีบก็อยากให้ผ่อนไปก่อนครับ ดูแลรักษาตัวเองและครอบครัวให้ดี เพราะวิกฤตนี้จะไม่อยู่ยาวแน่ โอกาสดีๆจะตามมาอย่างแน่นอน สู้ๆครับทุกคน

ผมจะพยายามเอาข้อมูลมาลงให้เรื่อยๆครับ จะได้ตัดสินใจกันบนข้อมูล บน Fact ได้โดยใช้อารมณ์ให้น้อยที่สุด

ผมมีสรุปการลงทุนหุ้นในภาวะแบบนี้ไว้ที่บทความ หลักการซื้อหุ้นในวิกฤต COVID-19 อยากให้อ่านครับจะได้รับมือกับสถานการณ์ตลาดผันผวนกันได้