เงินหมื่นสู่เงินล้านด้วยการลงทุนในกองทุนเทคโนโลยี กรณีศึกษาหุ้นเทคโนโลยี และกองทุน T-ES-GTECH

เงินหมื่นสู่เงินล้าน

รู้หรือไม่ว่าแค่เงินลงทุนหลักหมื่นต่อปี ถ้าลงทุนอย่างมีวินัย ลงทุนต่อเนื่อง ลงทุนถูกเทรนด์จากเงินหลักหมื่นก็สามารถโตเป็นหลักล้านได้ กระแสการเติบโตของเทรนด์เทคโนโลยีตอนนี้หยุดไม่อยู่แล้วจริงๆ บริษัทเทคโนโลยีหลายบริษัทกลายเป็นมหาอำนาจของโลกไปแล้ว ถ้าคุณเชื่อว่าเทรนด์นี้ยังไม่หยุดโต และกำลังหาทางเกาะกระแสเติบโตไปกับมัน การลงทุนในปัจจุบันนี้เอื้อให้เราสามารถลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีได้หลายทาง จะลงทุนเองก็ดี จะซื้อกองทุนก็ง่าย วันนี้ผมเลยมาวิเคราะห์กองทุน T-ES-GTECH ให้อ่านกัน บอกเลยว่ากองทุนนี้ “มีของ” จะเป็นอะไรนั้นอยากให้ลองศึกษาดูครับ

ผมเชื่อว่า 99% ของคนที่เข้ามาลงทุนไม่ว่าจะในหุ้นหรือกองทุนย่อมต้องการผลตอบแทนที่เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักลงทุนส่วนใหญ่ คือแน่นอนต้องให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก สูงกว่าเงินเฟ้อ และถ้าเป็นไปได้ควรทำผลตอบแทนได้ 5-10% ระยะยาวต่อเนื่องทบต้นไปหลายปี

ข้อมูลผลตอบแทนเฉลี่ยของนักลงทุนในสหรัฐฯ
ข้อมูลผลตอบแทนเฉลี่ยของนักลงทุนในสหรัฐฯ
ที่มา https://www.fool.com/investing/general/2015/11/01/the-average-americans-investment-returns-and-how-y.aspx
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2015

หลายคนพยายามหาวิธีที่ซับซ้อน โดยใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์บ้าง ใช้หลักการทางเทคนิคบ้าง หรือแม้แต่ใช้ไสยศาสตร์ !!! แต่ในความเป็นจริงนั้น หลายๆครั้งวิธีบ้านๆอย่างการใช้เหตุผลและการใช้คอมมอนเซนส์กลับได้ผลดีกว่าการทำอะไรที่มันซับซ้อน การลงทุนในบริษัทที่ทำสินค้าที่เป็นที่นิยมและอยู่ในเทรนด์คือหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการลงทุน และให้ผลตอบแทนดีไม่น้อย !

ขอยกตัวอย่างหุ้นตัวหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทุกคนก็รู้ว่ามันดี ทุกคนก็รู้ว่าหุ้นตัวนี้ทำกำไร ทั้งตัวคุณและคนรอบตัวต่างก็ใช้สินค้าของหุ้นตัวนี้ แต่กลับมีน้อยคนนักที่คิด “ลงทุน” ในหุ้นตัวนี้ หุ้นที่ผมกำลังพูดถึงคือหุ้นAAPL หรือหุ้น Apple

12 ปีแห่งความมหัศจรรย์ของหุ้น AAPL

ถ้าคุณลงทุนในหุ้น AAPL เพียงปีละ 20,000 บาท (จำนวนเงินพอๆกับราคา iPhone สมัยนั้น) ในปี 2007 และเพิ่มเงินลงทุนต่อเนื่องปีละ 20,000 บาทต่อเนื่องทุกปี ณ.ปลายปี 2019 คุณจะมีเงิน 1,512,040 บาท* แบ่งเป็นเงินต้นทุนที่ซื้อหุ้น 259,974 บาท กำไร 1,252,066 บาท (กำไรระดับนี้ยังไม่นับรวมปันผล)

*สมมติฐาน: ซื้อหุ้น AAPL ที่ราคาปิดวันสุดท้ายของปี 2007 โดยจำลองอัตราแลกเปลี่ยนที่ 33 บาท โดยไม่นับรวมปันผล

การลงทุนที่ถูกเทรนด์สามารถทำให้ …
ลงทุน “หลักหมื่น” ต่อปี
มีต้นทุนรวมหลักแสน
แต่มีกำไร “หลักล้าน” !

และแม้จะเจอกับวิกฤต การลงทุน “ต่อเนื่อง” ในเทรนด์ที่ “ถูกต้อง” จะช่วยให้ผลตอบแทนของคุณกลับมาเติบโตได้ในที่สุด (สังเกตว่าผมเลือกจำลองการลงทุนในหุ้น AAPL ตอนปลายปี 2007 ก่อนจะเกิดวิกฤต 2008)

ผลตอบแทนของ AAPL
ผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้น AAPL ด้วยเงิน 20,000 บาทต่อปี นับตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2019 
ที่มา Koyfin.com
วันที่ 31 ธันวาคม 2563

ความมหัศจรรย์แบบนี้ไม่ได้มีแต่หุ้น AAPL ในปัจจุบันการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตของเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ 5 ปีที่ผ่านมา หุ้นเทคโนโลยีคือกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดในตลาดสหรัฐฯ ถ้า 5 ปีที่ผ่านมากองทุนไหนหรือพอร์ตหุ้นของใครไม่มีหุ้นเทคโนโลยี บอกได้เลยว่าโอกาสที่จะทำผลตอบแทนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยนั้นยากมาก

ผลตอบแทนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ผลตอบแทนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (สีเขียวอ่อน) เทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆในตลาด S&P500 
ที่มา Koyfin.com
วันที่ 8 มกราคม 2563

ปัจจุบันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลายเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในโลกการเงิน ยกตัวอย่างเช่น

  • การกินรวบอุตสาหกรรมระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ Microsoft Windows
  • การกินรวบระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟน Android ของ Google ถ้ายังจำข่าวเมื่อกลางปีได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อทรัมป์ประกาศสงครามการค้ากับจีนและ Google ประกาศจะไม่ให้ Huawei ใช้ระบบ Android 
  • การคิดค้นสกุลเงินดิจิตอลใหม่ Libra โดย Facebook ที่กลายเป็นกระแสทั่วโลก และการเปิดตัว Facebook Pay ที่ทำให้คนเล่น Facebook และ Instagram สามารถจ่ายเงินผ่านPlatform ได้โดยตรง

การ Disrupt และกินรวบธุรกิจดิจิตอลระดับนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

การเพิ่มขึ้นของ Market Cap ของหุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลก
การเพิ่มขึ้นของ Market Cap ของหุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลก
ที่มา Koyfin.com
วันที่ 16 ธันวาคม 2562

อำนาจที่มองไม่เห็นเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีหลายบริษัทขึ้นแท่น “ใหญ่ที่สุดในโลก” เมื่อ 10 ปีก่อนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลายตัวมีมูลค่าตลาดเพียงหลัก แสนล้านเหรียญ ปัจจุบันนี้โต 10 เท่าเป็นหลัก ล้านล้านเหรียญ ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็ระดับ 30-40 ล้านล้านบาทไทย การเติบโตยาวๆระดับนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลยถ้าลงทุนแต่ในประเทศไทยที่มีประชากรเพียง 69 ล้านคน หุ้นตัวที่ใหญ่ที่สุดในตลาดไทยณ.ตอนนี้คือหุ้น PTT หรือ ปตท. ยังมีมูลค่าตลาดเพียง 1.2 ล้านล้านบาทเท่านั้น (ข้อมูลวันที่ 16 มค. 2020)

การลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ครองใจคนไทยไปหมดแล้ว

เทคโนโลยีกลายเป็นหุ้นที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว คนไทยเล่น Facebook และ Instagram เป็นจำนวนสัดส่วนที่มากติดอันดับโลก เข้า Youtube มากกว่าดูทีวี เสริช Google มากกว่าอ่านหนังสือ คุยกับแฟนผ่าน LINE แทนการใช้โทรศัพท์

จากสถิติของ Wearesocial.com คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตวันละ 9 ชม. ในขณะที่นอนประมาณวันละ 7-8 ชม. ใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่านอนซะอีก

ประเทศไทยยังถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ Facebook อันดับที่ 8 มีผู้ใช้อยู่ทั้งสิ้น 46 ล้านคนเกินครึ่งประเทศไทยไปแล้ว ดังนั้นแม้อยากจะปฏิเสธก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีต่างชาติกำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตของคนไทยอย่างสมบูรณ์แบบ

จะบอกว่าเราเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยีของต่างชาติแล้วก็คงไม่ผิดนัก เป็นเรื่องน่าเสียดายแต่ก็ต้องยอมรับความจริง เทคโนโลยีซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ใช่จุดแข็งของประเทศไทย จึงไม่แปลกที่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงแทบไม่มีหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากนัก ถ้าอยากลงทุนในเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังเติบโต การไปลงทุนในตลาดต่างประเทศจึงมี “โอกาส” มากกว่า

ข้อมูลการใช้งาน Internet ของคนไทย
ข้อมูลการใช้งาน Internet ของคนไทย
ที่มา: Wearesocial
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา จึงเป็นสาเหตุให้ผมต้องจำเป็นต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อแสวงหาโอกาสที่มากขึ้น เปิดโอกาสให้กับตัวเองในการสร้างผลตอบแทนด้วยการเติบโตของเทรนด์อุตสาหกรรมใหม่ๆ เลิกยึดติดกับการลงทุนแบบเดิมๆ

การก้าวข้าม “ความกลัว” คือก้าวแรกของปฏิหารย์

“ความกลัว” คืออย่างแรกที่เข้ามาจับหัวใจเมื่อผมก้าวออกจากขอบเขตของตนเองไปลงทุนในต่างประเทศ ตลาดหุ้นเปิดตอนกลางคืน ข่าวก็ตามยากขึ้น งบการเงินก็เป็นภาษาอังกฤษ และที่สำคัญต้องเผชิญกับการแข่งขันจากสารพัดนักลงทุนและนักเก็งกำไรจาก Wallstreet อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นต่างประเทศตอนนี้ยังถือว่าง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ข้อมูลต่างๆ ค่อนข้างมีให้ศึกษามากและรวดเร็วพอสมควร ถ้าคุณพร้อมที่จะให้เวลาและทุ่มเทศึกษา ผมบอกเลยว่าการประสบความสำเร็จในการลงทุนหุ้นต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ “เป็นไปได้จริง”

ส่วนสำหรับคนที่ไม่มีเวลาในการศึกษาข้อมูลเชิงลึก ปัจจุบันนี้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายบริษัทในไทยก็เปิดให้ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้ผ่านกองทุนได้แล้ว ซึ่งถือว่าสะดวกขึ้นมากๆ ตัวผมเองก็มีการลงทุนในกองทุนหุ้นเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

การลงทุนในกองทุนหุ้นเทคโนโลยีทำให้คุณลงทุนตามเทรนด์การเติบโตของเทคโนโลยีได้อย่างไร? ผมขออธิบายด้วยการเล่าถึงกรณีศึกษาการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีของกองทุน T-ES-GTECH จากบลจ.ธนชาต ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดได้ว่ามีกลยุทธ์ที่ “สวยงาม” ในสายตาของผม ถ้าเพื่อนๆมีมุมมองและแนวคิดที่ไม่ยึดติดกับปัจจุบัน หากแต่มองข้ามช๊อตไปในอนาคต กองทุนนี้จะเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์การลงทุนของเพื่อนๆได้

บลจ. ธนชาต ถือเป็นอีกหนึ่งบลจ.ที่ค่อนข้าง Active กับกองทุนแบบใหม่ๆ ที่ผ่านมาตัวบลจ.เองมีกองทุนFlagship ที่นอกจากจะให้ผลตอบแทนดีแล้วยังเป็นที่รู้จักในวงการมากมาย ยกตัวอย่างเช่น T-Low Beta หรือ T-Premium การออกกองทุน T-ES-GTECH น่าจะเป็นกองแรกของบลจ.เลยที่เป็นตระกูลเทคโนโลยี

กรณีศึกษากองทุน T-ES-GTECH

T-ES-GTECH หรือกองทุนเปิดธนชาต อีสสปริง โกลบอล เทคโนโลยี คือกองทุนประเภท Feeder Fund ซึ่งลงทุนในกองทุนต่างประเทศ Polar Capital Global Technology Fund กองทุนมีนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน “ระยะยาว” ผ่านการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ที่ผ่านมากองทุน Polar Capital Global Technology Fund สร้างผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเฉลี่ยต่อปี 11.12% ผลตอบรวม 575.78% ต่อปี เอาชนะดัชนีชี้วัด Dow Jones Global Technology ที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้ 9.28% และผลตอบแทนรวม 399.48% ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน (ข้อมูลผลตอบแทนเป็นสกุลเงินGBP)

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน T-ES-GTECH
ผลตอบแทนของ Polar Capital Global Technology Fund เทียบกับ Dow Jones Global Technology Index
ที่มา: Polar Capital Global Technology Fund Factsheet
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562

ผลตอบแทนระดับนี้นับว่าสูงพอสมควร อะไรคือสาเหตุที่ทำให้กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้โดดเด่น? ผมคิดว่ามีอยู่ประมาณ 2-3 ประเด็นด้วยกัน

กลยุทธ์การเลือกหุ้นลงทุนที่เน้นการเติบโตมากๆ

กองทุนเน้นลงทุนเฉพาะหุ้นที่เติบโตสูง (รายได้โต 15-25% ขึ้นไป) และกำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ อธิบายง่ายๆคือกองทุนพยายามหลีกเลี่ยงลงทุนหุ้นเทคโนโลยีในช่วงต้นที่เพิ่งลงทุนไปและยังไม่มีโมเดลธุรกิจในการทำรายได้ที่ชัดเจน กำไรไม่มี และกองทุนจะเข้าลงทุนต่อเมื่อบริษัทเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ มีกำไรแล้วซึ่งก็จะช่วยให้สามารถประเมินความถูกแพงของหุ้นได้ง่ายกว่าการประเมินมูลค่าโดยใช้เพียงจินตนาการแต่ปราศจากรายได้และกำไรที่จับต้องได้จริง

สัดส่วนการลงทุนของกองทุน
สัดส่วนการลงทุนของ Polar Capital Global Technology Fund
ที่มา: Polar Capital Global Technology Fund Factsheet
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562

ดังนั้นจะเห็นว่าหุ้นที่กองทุนลงทุนนอกจากจะเติบโตแล้วยังเป็นหุ้นที่กำไรดี เงินสดเยอะ และเป็นหุ้นที่เรียกได้ว่าเป็น “เสาหลัก” แห่งซิลิคอนแวลลีย์เลยทีเดียว หุ้นเหล่านี้มีลูกค้าทั่วโลก และผมเองก็เชื่อว่าขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็กำลังใช้บริการของหุ้นเหล่านี้อยู่ด้วย

  • ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ iPhone คุณกำลังใช้บริการของหุ้น AAPL หรือ Apple
  • ถ้าสมาร์ทโฟนที่คุณใช้ไม่ใช่ iPhone แต่เป็นยี่ห้ออื่นๆก็อยากให้รู้ว่าคุณกำลังใช้ระบบปฏิบัติการAndroid ที่มาจากบริษัท Alphabet เจ้าของ Google 
  • รู้หรือไม่ว่าหุ้น FB หรือ Facebook คือเจ้าของแอพโซเชียลอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Facebook Instagram Messenger และ WhatApps 
  • คอมพิวเตอร์ที่คุณใช้มีระบบปฎิบัติการชื่อ Windows หรือไม่? ถ้าใช่คุณกำลังใช้บริการของหุ้นMSFT หรือ Microsoft
  • ถ้าคนที่คุณรู้จักสั่งซื้อของออนไลน์จาก Lazada พวกเขากำลังใช้บริการของหุ้น BABA หรือบริษัท Alibaba
ธุรกิจเทคโนโลยีที่คนไทยใช้บริการทุกวัน
สัดส่วนการลงทุนของ Polar Capital Global Technology Fund
ที่มา: Polar Capital Global Technology Fund Factsheet
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นหุ้นหลักที่อยู่ในกองทุน T-ES-GTECH เป็นหุ้นระดับ Mega Cap คือขนาดยักษ์แต่ก็ยังเติบโตสูงได้ เพราะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ถ้าบริษัทขายสินค้าและบริการจนมีคนใช้เยอะมากทั่วโลกแล้ว การที่จะเปลี่ยนไปใช้บริษัทอื่นนั้นยากมาก ลองนึกภาพดูครับถ้าสมาร์ทโฟนของคุณไม่มีระบบปฏิบัติการ Android ของ Google คุณจะกล้าซื้อไหม? ถ้าคอมที่คุณกำลังจะซื้อไม่มี Windows ล่ะจะทำยังไง? นี่คือพลังของเทคโนโลยียุคใหม่ ลูกค้าใช้แล้วติดใจใช้เป็นนิสัยใช้จนติดเป็นพฤติกรรม ซึ่งการจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทีหลังนั้นยากมากๆ ทำให้บริษัทขนาดยักษ์เหล่านี้ยังโตได้เรื่อยๆในลักษณะ Winner-take-all ชนะแล้วชนะเลย บริษัทใหม่มาแข่งด้วยยาก เป็นปลาใหญ่ที่ว่ายเร็วแถมยังเงินหนาด้วย

ส่วนแบ่งการตลาดของระบบปฏิบัติการ Smartphone
ส่วนแบ่งการตลาดของระบบปฏิบัติการ Smartphone
ที่มา Statista.com
วันที่ 8 มกราคม 2563

นอกจากหุ้นขนาดใหญ่ที่มี กองทุนยังมีการเลือกเฟ้นหุ้นขนาดกลางที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง และมีโอกาสเติบโตในระยะเวลาอันใกล้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเข้าลงทุนในหุ้น AMD (Advanced Micro Device Inc) ผู้ผลิตชิพประมวลผล (CPU) คอมพิวเตอร์รายใหญ่ 1 ใน 2 ของโลกเคียงคู่กับบริษัท Intel

คอมพิวเตอร์ของ Apple ทุกเครื่องใช้ชิพของ AMD การเติบโตของหุ้นได้ประโยชน์จากเทรนด์การใช้งานชิพประมวลผลความเร็วสูงและชิพประมวลภาพกราฟฟิก ซึ่งกองทุนก็ได้เข้าลงทุนในจังหวะที่เหมาะสมขณะที่หุ้นกำลังกลับตัววิ่งทะลุแนวต้านเป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างชัดเจน

เทรนด์ราคาของหุ้น AMD

จากข้อมูลล่าสุดกองทุนมีการลงทุนในหุ้นทั้งสิ้น 74 ตัว ข้อดีคือช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตการลงทุนได้ เพราะหุ้นเทคโนโลยีขึ้นชื่อเรื่องผลตอบแทนสูงที่หลายๆครั้งมาพร้อมกับความผันผวน การกระจายการถือหุ้นจะช่วยลดความผันผวนตรงนี้ได้ โดยกองทุนมีนโยบายการถือหุ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 60-85 บริษัท

โครงสร้างที่แข็งแกร่งของทีมลงทุน

นอกจากโครงสร้างพอร์ตการลงทุนที่พร้อมรับการเติบโตของเทรนด์ ทีมงานที่เป็นคนตัดสินใจลงทุนเลือกหุ้นต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในแขนงต่างๆถึง 9 แขนง ไม่ได้ใช้ข้อมูลทางฝั่งการเงินเพียงอย่างเดียว โครงสร้างทีมแบบนี้ผมเห็นในกองทุนหุ้นเทคโนโลยีที่มีในเมืองไทยเพียงไม่เกิน 3 ที่ ถือว่าเป็นจุดเด่นมากๆ เพราะการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างละเอียดอ่อน แยกย่อยเป็นหลายสายค่อนข้างมาก สาย Platform SaaS (Software as a service) Hardware และ Big Data แต่ละสายงานมีความลึกที่ไม่เหมือนกัน ข้อมูลที่ต้องวิเคราะห์ก็ไม่เหมือนกัน จึงต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแต่ละคน

ผมเดาว่าพอกองทุนมีทีมงานเฉพาะทางจึงทำให้สามารถแยกสัดส่วนของหุ้นที่ลงทุนออกมาเป็นหมวดๆได้อย่างละเอียดกว่ากองทุนอื่นๆ (ที่อื่นมักจะเขียนรวมๆว่า Information Technology) การให้ข้อมูลแบบนี้ทำให้คนที่ลงทุนอย่างเราๆติดตามทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น นี่เป็นความประทับใจในรายละเอียดงานเล็กๆน้อยๆของทีมงาน Polar Capital ที่ผมถือว่ามีความเป็นมืออาชีพและตัวจริงในวงการหุ้นเทคโนโลยี

สัดส่วนการลงทุนแยกตามอุตสาหกรรม
การแยกสัดส่วนการลงทุนตามหมวดอุตสาหกรรมของเทคโนโลยีอย่างละเอียด
ที่มา: Polar Capital Global Technology Fund Factsheet
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562

ความเสี่ยงที่ต้องพึงระวัง

แม้หุ้นเทคโนโลยีจะเติบโตเร็วแต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วย่อมต้องมีความเสี่ยงที่ต้องทำความเข้าใจ

  • P/E ซึ่งที่เป็นดัชนีชี้วัดความถูกแพงของหุ้น P/E ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีค่อนข้างสูงถือว่าราคาแพง แต่ถ้าเทียบการเติบโต และความแข็งแกร่งของธุรกิจถือว่ามีความสมน้ำสมเนื้ออยู่บ้าง เพราะเป็นบริษัทที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตระยะยาวและมีโมเดลธุรกิจ Winner-take-all ซึ่งหาไม่ได้ในประเทศไทย (Winner-take-all คือโมเดลธุรกิจที่เมื่อบริษัทขึ้นเป็นผู้นำตลาดแล้วจะครองความเป็นผู้นำในสัดส่วนมากจนคู่แข่งรายอื่นแทบไม่มีนัยยะ และครองความเป็นผู้นำไปอีกนานหลายปี) ยิ่งถ้าดูดีๆเอาข้อมูลมาเทียบแล้ว นับว่าตัวเลขหลายๆอย่างเช่น ขนาดของหุ้น การเติบโตของรายได้ ระดับหนี้สิน หรือปริมาณเงินสดในมือ ถือว่ากินขาดมากๆเมื่อเทียบกับสถานะทางการเงินของหุ้นเทคโนโลยีในยุค Dot-Com Bubble 
  • เทรนด์การเติบโตนี้เป็นเทรนด์การเติบโตระยะยาว ดังนั้นมักจะเกิดความผันผวนขึ้นบ้างระหว่างทางเป็นธรรมดา ดังนั้นไม่ควรลงทุนระยะสั้นเลยครับ 
  • ความผันผวนของค่าเงินก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ถ้าลงทุนในประเทศไทยคุณจะไม่ต้องเอาปัจจัยนี้เข้ามาคิด แต่การลงทุนกองทุนต่างประเทศต้องเจอแน่นอน
  • ความซับซ้อนของวงการเทคโนโลยีซึ่งถือว่าต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงมากๆ และมักมีช่วงการเปลี่ยนแปลงที่บ่อยกว่าวงการอื่นๆ

อนาคตของเทคโนโลยี

เทรนด์ที่เห็นชัดเจนในอนาคตอันใกล้นี้มีอยู่หลายเทรนด์ แต่ที่ชัดเจนว่ากำลังจะเปลี่ยนโลกไปมากที่สุดคือ ปัญญาประดิษฐ์และ 5G ปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้การคิดค้นและวิจัยสินค้าและบริการต่างๆทำได้ในต้นที่ถูกลงมากและในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น เป็นเทคโนโลยีหลักของการให้กำเนิดหุ่นยนต์ ต่อไปชีวิตมนุษย์จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในค่าใช้จ่ายที่น้อยลง

ส่วนเทรนด์ 5G จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารข้ามโลกนั้นรวดเร็วมากๆ ไม่เพียงแต่มนุษย์ที่จะติดต่อสื่อสารกันแต่หุ่นยนต์จะสื่อสารกันเองได้ การที่หุ่นยนต์สื่อสารกันเองได้แบบ Machine-to-Machine จะทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆเช่นรถยนต์ไร้คนขับ ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพิ่มความปลอดภัย

นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ 2-3 ปีข้างหน้านี้จะเห็นว่าไม่มีจุดไหนเลยที่ไม่ใช้เทคโนโลยี ถ้าไฟฟ้าคือเทคโนโลยีที่คนในยุคปัจจุบันขาดไม่ได้ ต่อไปอินเตอร์เน็ต 5G หรือปัญญาประดิษฐ์ก็สามารถกลายเป็นเทคโนโลยีที่คนในโลกอนาคตจะขาดไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นการลงทุนในสิ่งที่คนต้องใช้อยู่แล้ว ยิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยจึงมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่เหนือค่าเฉลี่ยได้ นี่คือเสน่ห์ของการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี และกองทุน T-ES-GTECH

มาถึงตอนท้ายของบทความแล้ว … บทความนี้เขียนขึ้นด้วยโปรแกรม Word จาก Microsoft บนเครื่องคอมพิวเตอร์ Macbook Pro จาก Apple หาข้อมูลจาก Google Search ของบริษัท Alphabet โพสต์ลงบทเว็บโซเชียลชื่อ Facebook

แม้อยากหนีไปใช้อย่างอื่นผมบอกเลยว่ามันหนีไม่ได้จริงๆ ถ้าหนีไม่ได้ สู้ก็ไม่ไหว งั้นขอยอมร่วมเป็นส่วนหนึ่งแล้วเติบโตไปด้วยกันซะเลย การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเทรนด์มีไม่กี่ครั้งในชีวิต จะอยู่เป็นผู้ชมหรือจะเติบโตไปด้วยกันตัวคุณเองเท่านั้นที่จะตัดสินใจได้ครับ

สรุปข้อมูลกองทุน T-ES-GTECH
สัดส่วนการลงทุนของ Polar Capital Global Technology Fund
ที่มา: Polar Capital Global Technology Fund Factsheet
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562

กองทุน T-ES-GTECH เหมาะกับใคร

  • กองทุนนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของ Capital gain และเชื่อว่าเทคโนโลยีจะกลายเป็นหุ้นกลุ่มใหม่ที่จะเติบโตมากในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า
  • ความเสี่ยงระดับ 7 คนที่จะลงทุนต้องเป็นนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ระดับหนึ่งเพื่อแลกกับการเติบโตที่รวดเร็ว
  • หุ้นเทคโนโลยีไม่ปันผลและกองทุนนี้ไม่มีปันผล ดังนั้นไม่เหมาะกับคนที่คาดหวังปันผล แต่ข้อดีของการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีคือ เนื่องจากตัวบริษัทมีเงินสดเยอะมาก หลายๆบริษัทมักจะเอาเงินเหล่านั้นไปซื้อหุ้นคืน ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นสูงขึ้นนั่นเอง

ความเห็นส่วนตัวและข้อมูลที่ต้องรู้ถ้าอยากลงทุนในกองทุน T-ES-GTECH

  • ผมเองเชื่อว่าการมีวิธีการลงทุนถูกต้องและปรัชญาการลงทุนที่เหมาะสมกับการเติบโตของเทรนด์ใหม่ๆ ด้วยลักษณะเฉพาะของ T-ES-GTECH และปรัชญาการลงทุนที่มีเอกลักษณ์ กองทุนนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่น่าจับตามองในอนาคต และอยู่ใน Watch list ของผมแน่นอนครับ
  • ถ้าใครคิดจะซื้ออยู่แล้ว ซื้อตอน IPO มีโปรโมชั่นได้ข้อดีคือเสีย Front end น้อยลง ถ้าซื้อ 10 ล้าน จำนวนเงินที่ประหยัดได้คือ 50,000-60,000 บาทได้ทริปยุโรป 1 ทริปเลยทีเดียว
  • กองทุนกำลังจะเปิดขายช่วงวันที่ 28 ม.ค. – 5 ก.พ. 2563 ติดต่อซื้อได้ที่ TMB ทุกสาขาหรือ TMB Investment Line โทร. 1558 กด#9  ได้เลย ผมทำประจำครับไม่มีค่าใช้จ่าย และเดี๋ยวนี้พวกกองทุนตัวท๊อปๆของหลายๆบลจ.ก็ซื้อได้ที่ TMB หมดแล้ว ไปที่เดียวประหยัดเวลา อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็สอบถามได้ ผมถึงบอกไงว่าเดี๋ยวนี้ลงทุนต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยากแล้วครับ 🙂

การลงทุนมีความเสี่ยงขอให้เพื่อนๆหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนทุกครั้ง 
ขอย้ำอีกครั้งว่า … การลงทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการซับซ้อนอะไรแต่เป็นการลงทุนที่มีเหตุมีผลและเมคเซนส์ ไม่ต้องเชื่อผมแต่ให้เชื่อวิจารณญาณของตัวคุณเอง

ขอให้โชคดีกับการลงทุนครับ
แอดมิน Buffettcode

อยากรู้หุ้นเทคโนโลยีเป็นยังไง อ่านตัวอย่างหุ้น Facebook ได้ที่บทความนี้เลยครับ