ระเบิดเวลาเศรษฐกิจสหรัฐฯ วิกฤต COVID ครั้งนี้หนักแค่ไหน?

เศรษฐกิจ US COVID

อัพเดทยอดผู้ติดเชื้อล่าสุด

ยอดผู้ติดเชื้อสหรัฐ เพิ่มขึ้นทะลุ 500,000 ราย สูงเป็นอับดับหนึ่งของโลก โดยมีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 30,000 ราย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ยอดรวมจำนวนผู้เสียชีวิต ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 20,000 ราย คิดเป็น 3% ของยอดผู้ติดเชื้อทั้งหมด

California เป็นรัฐแรกที่ประกาศใช้คำสั่ง Stay-at-home order สั่งให้ประชาชนงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น จนกว่าจะมีประกาศยกเลิก ถัดมาอีก 3 วัน รัฐ New York ก็ประกาศใช้คำสั่งนี้แบบตามมาติดๆ ณ วันนี้ ผ่านมา 3 สัปดาห์ ทุกรัฐประกาศใช้คำสั่งเดียวกันแล้ว 

Stay-at-home order นี้ ทำให้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง Facebook, Google, Amazon และ Apple ทยอยประกาศให้พนักงานทุกคนทำงานจากที่บ้าน งด Business trip ทุกชนิด และยังประกาศยกเลิก Conference ใหญ่ๆ ทั้งหมดที่วางแผนไว้จนถึงกลางปีนี้

ท่องเที่ยวกระทบหนักที่สุด

ภาคธุรกิจที่เจอศึกหนักที่สุด ธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งสายการบินและโรงแรม ธุรกิจรีเทล และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งในตอนนี้ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และศูนย์สันทนาการอื่นๆ อย่างโรงภาพยนตร์และฟิตเนสสตูดิโอ ได้ประกาศปิดทำการชั่วคราวทั่วทั้งประเทศแล้ว 

ร้านอาหารทุกร้านถูกบังคับปิดแบบ Dine-in และต้องรีบปรับโมเดลธุรกิจมาขายแบบ Pick up หรือ Delivery แทน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกที่รอดเสมอไป บางร้านที่เปิดทำแล้วไม่คุ้มทุน แบกรับค่าใช้จ่ายพนักงานไม่ไหว ก็ทยอยปิดตัวลงไปตามๆกัน ทั้งปิดชั่วคราวและปิดถาวร

MorningStar คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ในปี 2020 GDP จะโตติดลบที่ -2.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.1% ผลกระทบหนักกว่า Financial Crisis ในปี 2009 ซะอีก ปีนั้น GDP สหรัฐฯ ติดลบแค่ -2.5%

หุ้นกู้เริ่มทยอยถูก downgrade

หุ้นกู้เริ่มทยอยถูก downgrade เรทติ้ง เป็นสัญญาณว่าบริษัทไม่มียอดขายหรือเงินสดที่เพียงพอที่จะนำมาจ่ายหนี้ของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นได้ โดยในเดือนมีนาคม มีหุ้นกู้กว่า $92,000 ล้านเหรียญ (รวมไปถึงหุ้นกู้ของ Ford Motor) ถูกลดระดับจาก Investment grade ลงมาเป็น Junk bond (หุ้นกู้ระดับขยะ) ซึ่งเป็นหุ้นกู้เสี่ยงสูงและขายยากขึ้น

โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันต่างๆ ประมาณการณ์ไว้ว่าในปี 2020 นี้ จำนวนหุ้นกู้ทั้งหมดในสหรัฐที่อาจถูก downgrade จะมีมูลค่าสูงถึง $2-3 แสนล้านเหรียญเลยทีเดียว

ตลาดหุ้นเองก็ยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องจากการ Sell off ของนักลงทุน โดยในเดือนที่ผ่านมา Down Jones Index ตกลงไปเกือบ 40% ถึงจุดต่ำสุดในรอบสามปี ที่ 18,000 กว่า

ธุรกิจปิดตัว อัตราการว่างงานที่ตามมา

Elon Musk ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO บริษัท Tesla ที่เคย tweet ไว้เมื่อต้นเดือนมีนาคม ว่า “The coronavirus panic is dumb” ตอนนี้ ก็ออกมาประกาศลดเงินเดือนพนักงานลง 10-30% เป็นที่เรียบร้อย โรงงานต้องหยุดการผลิต ไปจนกว่าจะจบไตรมาสที่ 2

การปิดตัวของภาคธุรกิจ อัตราการว่างงาน (Unemployment rate) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 4.4% ในเดือนมีนาคม จาก 3.5% ในเดือนกุมภาพันธ์ มีแรงงานกว่า 12 ล้านคนที่ตกงานและได้ยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ (Unemployment benefits)

โดยในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ยอดผู้ยื่นคำร้องมีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 6.6 ล้านคน ถ้าเทียบกลับไปใน Financial Crisis ปี 2009 ในตอนนั้นมีผู้ยื่นคำร้องโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 600,000 คนต่อสัปดาห์เท่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น รัฐบาลประเมินไว้ว่าจะมีแรงงานในอเมริกาที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของภาคธุรกิจมากกว่า 38 ล้านคน หรือกว่า 1 ใน 4 ของแรงงานทั้งหมด ตัวเลขอัตราการว่างงานน่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆถ้าธุรกิจยังไม่กลับมาเปิด

มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมาย CARES (Coronavirus Aid, Relief, Economic Security Act) เพื่อนำเงินจำนวน 2 ล้านล้านเหรียญมาสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชนในการแก้ปัญหา COVID-19 โดยเงินจำนวนนี้แบ่งเป็น

  • เงินสนับสนุนประชาชน 600,000 ล้านเหรียญ (เริ่มต้นกลางเดือนเมษานี้ ผู้ที่ทำงานและมีรายได้ต่ำกว่า $75,000 ต่อปี จะได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ จำนวน $1,200 ต่อคน)
  • เงินสนับสนุนธุรกิจการบินและภาคธุรกิจอื่นๆที่ประสบปัญหา 500,000 ล้านเหรียญ
  • เงินสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก 380,000 ล้านเหรียญ
  • เงินสนับสนุนหน่วยงานรัฐและโรงเรียน 340,000 ล้านเหรียญ
  • เงินสนับสนุนโรงพยาบาล 180,000 ล้านเหรียญ

เงินช่วยเหลือจากร่างกฎหมายนี้ บวกกับรายได้จากภาษีที่ปีนี้น่าจะลดลงอย่างมาก จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ตอนนี้สูงที่สุดในโลกที่ 23 ล้านล้านเหรียญ

อาจทำให้อัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP (Debt to GDP ratio) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 106% ขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกันกับตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี 1945-1946 ที่สหรัฐฯ มีอัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 114-119% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศทีเดียว

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่ออัดฉีดเงินให้กับประเทศได้อีกมากแค่ไหน สองสัปดาห์ที่แล้ว Fed ได้เปิดไฟเขียวไว้และประกาศว่า “It will buy as much government debt as it deems necessary” แค่ไหนที่จะเรียกว่าพอดี ดีแบบที่มากพอที่จะช่วยอุ้มเศรษฐกิจได้ แต่ก็ไม่มากไปที่จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและปัญหาเศรษฐกิจอีกหลายๆด้าน ในระยะยาว ในวิกฤตตลาดหุ้นไม่มีใครรู้ได้ว่าตอนนี้ถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง หรือกำลังเป็นระเบิดเวลาเศรษฐกิจที่แค่นับถอยหลังช้าลง

นี่เป็นอัพเดทเศรษฐกิจของสหรัฐฯคร่าวๆ ส่วนเศรษฐกิจจีน อ่านได้ในบทความ เศรษฐกิจจีนจะฟื้นเป็นประเทศแรก? พร้อมมินิรีวิวกองทุน TMBCOF

ติดตามข้อมูลหุ้น และการลงทุนแบบใช้งานได้จริง 
LINE Official BUFFETTCODE