ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีมนุษย์? กำเนิด “ เทวชน ”

ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีมนุษย์? กำเนิด “เทวชน”

 

ในอดีตภัยพิบัติครั้งใหญ่ของมนุษย์คือการต้องต่อสู้กับความอดอยาก, สงคราม และโรคระบาด แต่ปัจจุบันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้นทำให้มนุษย์สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หมด สิ่งที่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าคือความต้องการของมนุษย์ที่ไม่จบสิ้นจนเกิดเป็นตลาดใหม่ของการทำธุรกิจ ธุรกิจที่จะทำให้ “มนุษย์” ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแต่กลายเป็น “พระเจ้า”

 

ตั้งแต่ปี 1860 ความอดอยากฆ่ามนุษย์ไปแล้วถึง 124 ล้านคน ปัจจุบันแม้จะมีบางส่วนของโลกที่ต้องต่อสู้กับปัญหาความอดอยากอยู่บ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ปัญหาที่ใหญ่กว่าความอดอยากคือโรคที่เกิดจากการกินที่มากเกินไปอย่างเบาหวาน ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา โลกมีคนที่เป็นเบาหวานสูงขึ้น 3 เท่าตัวจาก 108 ล้านคนในปี 1980 เป็น 422 ล้านคนในปี 2014 ปัญหาความอดอยากหายไปแต่มนุษย์กลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาซึ่งก็คือการกินมากเกินไปจนเกิดปัญหาด้านสุขภาพ

 

สงครามก็เช่นกัน ปัจจุบันเราไม่มีสงครามแล้ว เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่สงบสุขที่สุดตั้งแต่มีโลกนี้มา อัตราการศึกษาของประเทศต่างๆทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 80-100% คนที่มีการศึกษาไม่สนับสนุนสงครามทำให้การเกิดสงครามยากขึ้นมาก เศรษฐกิจของโลกทุกวันนี้ก็ไม่ได้แข่งกันที่ขนาดของกองทัพอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ขนาดของการค้าและการพัฒนาของเทคโนโลยีแทน แต่ถึงกระนั้นคนกลับมีความสุขน้อยลง ความคาดหวังในชีวิตที่สูงขึ้น คนในสมัยสงครามแค่มีชีวิตรอดก็มีความสุขแล้ว แต่คนในยุคที่ไม่มีสงครามการมีชีวิตรอดเป็นเรื่องปกติดังนั้นมนุษย์จึงแสวงหาความตื่นเต้น,เร้าใจแบบอื่นๆเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ามีความสุข

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในอดีตคือโรคระบาด ปี 1918 เกิดการระบาดของไข้หวัดหมูไปทั่วโลก แพร่เชื่อสู่คน 500 ล้านคนและฆ่าคนไปกว่า 100 ล้านคนซึ่งเท่ากับ 5% ของจำนวนประชากรทั้งหมดณ.ขณะนั้น ไข้หวัดหมูกลับมาอีกครั้งในปี 2009 แต่รอบนี้ฆ่าคนไปได้เพียง 280,000 คนเท่านั้น ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่มนุษย์ตายจากโรคที่เกิดความแก่ชราเสื่อมสภาพของตัวเองอย่างมะเร็งถึงปีละ 7,600,000 คน ภัยจากโรคระบาดไม่อันตรายเท่าภัยจากความแก่ชราของร่างกายเราเอง

 

ในศตวรรษที่ 20 ผู้คนจึงมีความต้องการที่แตกต่างจากในอดีต พวกเขาต้องการที่จะใช้ชีวิตโดย ไม่มีโรคตามรังควาน, มีความสุขตลอดเวลา และถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะไม่แก่เป็นอมตะ แต่จะมีมนุษย์ที่ไหนทำแบบนั้นได้? คนที่ทำแบบนั้นได้ไม่เรียกว่าคนแต่เรียกว่า “พระเจ้า” นี่หมายความว่ามนุษย์กำลังเปลี่ยนเป็นพระเจ้าใช่หรือไม่? มนุษย์ต้องการเปลี่ยนตัวเองจากสามัญชนธรรมดาไปเป็น “เทวชน”

แต่ถ้าเรามาคิดดูให้ดีมนุษย์เองก็ทำอะไรหลายๆอย่างที่ใกล้เคียงพระเจ้าได้แล้วอย่าเช่นการสื่อสาร คนสามารถสื่อสารกับคนที่ซีกโลกนึงได้ในระยะเวลาแค่เสี้ยววินาทีผ่านแอปอย่าง Facebook และ Internet ถ้าคนป่วยเราสามารถไปหาหมอเพื่อเอายามากินได้ ร่างกายไม่แข็งแรงก็สามารถกินวิตามิน ถ้าชีวิตมันน่าเบื่อมากมนุษย์สามารถนั่งจ้องจอสี่เหลี่ยมที่เรียกว่า Smartphone ได้เป็นวันๆ และถ้าเกิดอุบัติเหตุจนสูญเสียอวัยวะ ทุกวันนี้เราก็มีอวัยวะเทียมมาทดแทนได้ ถ้ามนุษย์เมื่อ 10,000 ปีก่อนมาเห็นสิ่งที่เราทำได้ตอนนี้พวกเขาคงคิดว่าเราไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพระเจ้าแน่นอน

 

ด้วยความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ สินค้าและบริการในอนาคตจะต้องเปลี่ยนไปโดยเน้นการเพิ่มศักยภาพให้กับมนุษย์ ธุรกิจหลายๆธุรกิจที่อิงกับความต้องการพื้นฐานจะมีกำไรน้อยมากเพราะคนจะไม่เห็นคุณค่าอีกต่อไป แล้วธุรกิจใหม่ๆที่จะเกิดทดแทนจะมีลักษณะแบบไหน? ธุรกิจไหนบ้างที่เข้าข่ายเป็นธุรกิจ “เทวชน”?

 

ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและการชลอวัยอย่างโรงพยาบาลจะเป็นธุรกิจที่เติบโตมาก ส่วนหนึ่งเพราะคนที่เข้าโรงพยาบาลไม่ได้มีแค่คนป่วย แต่เป็นคนที่ไม่อยากแก่ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนป่วยมหาศาล ธุรกิจแก้เบื่ออย่างธุรกิจเกมส์และบันเทิงก็จะเติบโตสูง

เช่นกัน ลองนึกภาพว่าในอนาคตเรามีหุ่นยนต์มาทำงานแทนเรา เดินทางไปไหนก็ไม่ต้องขับรถเอง มนุษย์จะมีเวลาว่างมากขึ้นแค่ไหน? แล้วพวกเขาจะทำอะไรกับเวลาว่างเหล่านั้น?

สุดท้ายธุรกิจที่ทำให้คนเป็นอมตะ เปลี่ยนถ่ายอวัยวะที่เสื่อมสภาพได้เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อไปได้นานๆ เร็วๆนี้เพิ่งมีหมอประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนถ่ายจอตาสังเคราะห์ให้กับคนที่จอตาเสื่อมกลับมามองเห็นอีกครั้งได้ หรือบริการอย่างการปลูกถ่ายสเตมเซลส์ก็จะเริ่มมีราคาที่ถูกลงและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นในอนาคต ใครบ้างอยากตาย? ไม่มีแน่นอน

 

อ่านมาถึงจุดนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่าอนาคตยังอีกไกล แต่ถ้าคุณลองพิจารณามองไปรอบๆตัวคุณจะเห็นว่ามนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบมนุษย์จริงๆในสมัยก่อนนั้นแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ทุกๆคนมีชีวิตติดกับมือถือจนเหมือนเป็นอวัยวะที่ 33 เพียงแค่มันไม่ได้เชื่อมเข้าไปกับร่างกายเท่านั้น เราสามารถคุยกันได้เห็นหน้ากันได้ไม่ว่าคนๆนั้นจะอยู่ไกลแค่ไหน ทุกๆคนมีความสุขได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่จ้องไปกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ

แค่ตอนนี้ยังเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ในอนาคตจะเปลี่ยนไปขนาดไหน “มนุษย์” อาจจะเปลี่ยนเป็น “เทวชน”ไปแล้วเพียงแค่ยังไม่รู้ตัวเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่า “เทวชน” หน้าตาเป็นอย่างไรลองหากระจกส่องดูครับ

 

ติดตามเราได้ที่ BUFFETTCODE เรื่องราวการลงทุนดีๆ ที่เราอยากเล่าให้คุณฟัง