กองทุนนวัตกรรมโลก ABINNO รวมหุ้นนวัตกรรมชั้นนำ เพื่อโอกาสการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว

กองทุน ABINNO

ช่วงนี้ในตลาดหุ้นเทคโนโลยีเกิดความผันผวนหนักมาก กองทุนหุ้นเทคฯหลายๆกองทำผลตอบแทนติดลบไปตามๆกันตามวัฏจักรของตลาด

แต่มีอยู่กองนึงที่ปีนี้ยังทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ และมี Concept การลงทุนในหุ้นนวัตกรรม คือ ABINNO ซึ่งกำลังจะ IPO ช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ครับ (กองทุนอยู่ระหว่างการพิจารณาจากก.ล.ต.)

กองนี้มีความแตกต่างจากกองทุนหุ้นนวัตกรรม และกองทุนหุ้นเทคฯอื่นๆ หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายการลงทุนไปในประเทศอื่นๆนอกเหนือจากสหรัฐฯ หรือลงทุนหลากหลายธีมนวัตกรรม ทำให้ความผันผวนของกองทุนนี้ต่ำกว่า

เปิดปีมาก็เจอกองทุนที่น่าสนใจเลย มาดูกันครับว่าอะไรทำให้ กองทุนหลักของ ABINNO กองนี้ยังทำผลตอบแทน  ย้อนหลัง 1 ปี ณ 31 ธันวาคม 2021เป็นบวกได้ 4.33%  อีกด้วย ( ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต)

หากท่านใดสนใจศึกษารายละเอียดกองทุน ABINNO เพิ่มเติม คลิกได้ที่นี่เลยครับ  https://bit.ly/ABINNObuffettcode

โลกเราขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมาตลอดเวลา ทั้งแบบที่เราสังเกตเห็นและไม่เห็น

พูดถึงคำว่านวัตกรรม คนมักจะคิดถึง Apple Amazon Facebook พูดง่ายๆคือกลุ่ม Technology

แต่นวัตกรรมครอบคลุมมากกว่ากลุ่ม Technology เท่านั้น นวัตกรรมแฝงอยู่ในธุรกิจชั้นนำทั่วโลก

บริษัททอผ้า บริษัทจัดหางาน บริษัทโฆษณา หรือบริษัทผลิตเซนเซอร์ก็มีนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้เช่นกันดังนั้นการเลือกลงทุนในหุ้นที่เน้นเฉพาะ Software หรือ Technology นั้นอาจไม่ตอบโจทย์การลงทุนทั้งหมด

กองทุน ABINNO ถือว่าน่าสนใจและมีจุดเด่นที่ต่างกับกองทุนนวัตกรรมกองอื่นๆ ผมให้ชื่อเล่นกองนี้ว่าเป็นนวัตกรรมที่มองไม่เห็น นวัตกรรมที่อยู่เบื้องหลัง แต่คนใช้กันทั่วโลก ใช้กันทุกวัน

มาดูกันครับว่ากองนี้มีนโยบายการลงทุนอย่างไร และอะไรคือจุดที่น่าสนใจที่สุดของ ABINNO

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะเคยลงทุนกับกองทุน Technology หลายๆกองมาบ้าง และคุ้นชินกับความผันผวน ผมต้องบอกให้ลืมประสบการณ์เหล่านั้นไปก่อนได้เลย เพราะ ABINNO ไม่เหมือนกองที่ผ่านๆมาครับ

กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล อินโนเวชั่น เอคควิตี้ ฟันด์ หรือ ABINNO ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Aberdeen Standard SICAV I – Global Innovation Equity Fund โดยกองทุนหลักจะลงทุนในหุ้นนวัตกรรมทั่วโลกที่เข้ามาเปลี่ยนการดำเนินชีวิตในอนาคตให้ดีขึ้น จึงทำให้กองทุนนี้ไม่ถูกจำกัดโอกาสการลงทุนไว้เพียงแค่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่เปิดโอกาสการลงทุนในทุกธีมนวัตกรรม

จุดเด่นของกองทุนหลักของกองทุน ABINNO

  • กองทุนหลัก (Master Fund) มีนโยบายถือหุ้นเพียง 30-50 ตัวเท่านั้น ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างคัดเลือกหุ้นแบบเน้นๆ (High Conviction)
  • ส่วนใหญ่กองทุนหุ้นนวัตกรรม และกองทุนหุ้นTechnology จะลงทุนสหรัฐฯเป็นหลัก 50-80% แต่ กองทุนหลักของ ABINNO ลงทุนสหรัฐฯเพียง 39.4% และไปเน้นประเทศที่มีนวัตกรรมเยอะๆอย่าง อิสราเอล 9.8% เยอรมนี 9.2% เนเธอร์แลนด์ 6.2% และจีน 5% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)การลงทุนในกองทุน ABINNO ถือว่าได้หุ้นของประเทศอื่นๆที่มีนวัตกรรมไม่แพ้สหรัฐฯในสัดส่วนที่มากกว่ากองทุนอื่น
  • กองทุนหลักลงทุนในหุ้นใหญ่ Mega Cap เพียง 46% ของพอร์ตการลงทุนเท่านั้น เป็นหุ้นขนาดใหญ่ 16% และ Medium-Small 38% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
  • การลงทุนเน้นใน 5 Pillars คือ How we live, How we make, How we save & spend, How we work และ How we play ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย 5 เสาหลักนี้จะไม่เปลี่ยน และจะเป็นตัวกำหนดธีมการลงทุนในนวัตกรรมได้เป็นอย่างดีหุ้นที่กองทุนหลักลงทุนเป็นหุ้นที่อยู่ใน Stage Growth – Hyper Growth Phase ซึ่งยังไม่ได้รับความสนใจจากตลาดหุ้นมากนัก แต่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และเป็น Disruptive Growth ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคน ดังนั้นจึงมีเสถียรภาพในเชิงรายได้มากกว่า  และการมีส่วนผสมของทั้งหุ้นใหญ่อยู่ด้วย เป็นการช่วยเสริมความสมดุลของพอร์ตลงทุนในทุกสภาวะตลาด
  • ด้วยการถือหุ้นนวัตกรรมกระจายหลายประเภททำให้ผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลังของกองทุนหลักของ ABINNO ยังคงเป็นบวกที่ 4.33%* (ข้อมูลเดือนธันวาคม 2021)

ผลตอบแทนย้อนหลังรายปีของกองทุนหลัก* ทำได้ดีสม่ำเสมอมากๆ

  • ปี 2017 : 31.44%
  • ปี 2018 : -7.91%
  • ปี 2019 : 41.29%
  • ปี 2020 : 53.82%
  • ปี 2021 : 4.33%

*ข้อมูลผลตอบแทน Class I Acc USD  วันที่ 31 ธันวาคม 2021 เนื่องจาก กองทุนหลัก Aberdeen Standard SICAV I – Global Innovation Equity Fund Class Z Acc USD ที่กองทุนลงทุน ยังไม่มีข้อมูลผลการดำเนินงานกองทุนหลัก จึงใช้ผลการดำเนินงาน Class I Acc USD  สำหรับนักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) เป็นข้อมูลอ้างอิง ทั้งนี้ Class I Acc USD มีการจัดเก็บ management fee ในอัตรา 0.75% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับ Class Z Acc USD มากที่สุด (Class Z ไม่มีการจัดเก็บ management fee)

ที่มา: abrdn (ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต)

กองทุนหลักลงทุนแบบ Active Management ใช้วิธีการเลือกหุ้นลงทุนแบบ Bottom-Up เน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวเป็นหลัก กองทุนลงทุนในหุ้นทั่วโลกเพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยเน้นลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตตาม Secular Trend เพียง 30-50 ตัวเท่านั้น

กองทุนหลักเน้นลงทุนแบบระยะยาวดังนั้นจะไม่มีการสับเปลี่ยนหุ้นบ่อยๆ และไม่ได้มีกำหนดว่าจะต้องลงทุนหุ้นใหญ่ หุ้นกลาง หุ้นเล็กเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ดังนั้นกองทุนจึงสามารถเลือกลงทุนได้อย่างอิสระตามโอกาสและสถานการณ์

ผลของนโยบายการลงทุนแบบนี้คือจะทำให้กองทุน เปิดรับกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ดั้งเดิม “Exposure to the future, not the past”

กองทุนหลักของ ABINNO ลงทุนในอะไรบ้าง?

กองทุนลงทุนบน Concept ของนวัตกรรม 5 แบบด้วยกันคือ

How we Live – นวัตกรรมการใช้ชีวิต เช่น Healthcare Mobility และ Medtech

How we Make – นวัตกรรมการสร้างสรรค์ เช่น Robotics Clean Energy และ Agritech

How we Save & Spend – นวัตกรรมการจับจ่าย เช่น E-Commerce Fintech และ Future Retail

How we Work – นวัตกรรมการทำงาน เช่น Edtech Cloud และ Digitisation

How we Play – นวัตกรรมสร้างประสบการณ์ชีวิตในรูปแบบใหม่ เช่น Sharing Economy Virtual Life และ Healthy Living

หุ้นที่กองทุนเลือกลงทุนจะลงล๊อคอยู่ใน Concept ของ ทั้ง 5 เสาหลักนี้ แม้การลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตแต่ Concept จะยังคงเดิมตลอด ดังนั้นการลงทุนของกองทุนหลัก ABINNO จำเป็นต้องเชื่ออย่างมากว่านวัตกรรมจะทำให้กิจกรรมทั้ง 5 อย่างนี้เปลี่ยนไปตลอดกาล โดยหุ้นที่อยู่ใน Concept แต่ละอันเนี่ยแหละจะเป็น Tipping point ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นผู้ชนะของอุตสาหกรรมนั้นๆในตอนท้าย

วิธีการคัด “ผู้ชนะ” ของโลกนวัตกรรม

กองทุนหลักเน้นเลือกหุ้นที่อยู่ในเฟสของการเติบโต Stage 2 – Stage 3 ซึ่งจะเป็นช่วงที่ธุรกิจมี Business Model ที่ชัดเจนแล้ว อยู่ในกระบวนการขยายธุรกิจครั้งใหญ่ และเข้าสู่จุดคุ้มทุนและทำกำไรในที่สุด ที่สำคัญคือหุ้นเหล่านั้นมีตำแหน่งเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกนาน

ที่มา: Aswath Damodaran – https://pages.stern.nyu.edu/~adamodar/

หุ้นที่ลงทุนต้องอยู่ในสถานะที่มีมูลค่าไม่แพงจนเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นในตลาดตัวอื่นๆแต่มีการเติบโตที่ต่อเนื่องและมากกว่าหุ้นทั่วๆไป

หุ้นตัวอย่างที่กองทุนหลัก ABINNO ลงทุน

Kornit Digital – ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ผ้าความเร็วสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ สามารถปรินต์ในจำนวนมากๆและขนาดใหญ่ได้ Technology ของบริษัทคือเบื้องหลังการผลิตเสื้อผ้ายุคใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องทำบล๊อคสกรีนและใช้แรงงานคนอีกต่อไป ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเสื้อผ้าได้มาก

Adyen – หุ้น Payment Gateway ที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในการรับชำระเงินจากการซื้อสินค้าด้วยหลากหลายช่องทาง บริษัทก่อตั้งในเนเธอร์แลนด์และกำลังขยายตลาดไปทั่วโลก

Taiwan Semiconductor – หุ้นผู้ผลิตชิปที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของการผลิตชิป และทุกๆอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปประมวลผล บริษัทสัญชาติใต้หวันรายนี้คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังของหุ้นใหญ่ๆทั่วโลกเช่น Nvidia Tesla Apple

Keyence – บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นผู้ผลิตเซนเซอร์ที่ใช้ในระบบ Automation โรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานผลิตรถยนต์

Insulet – บริษัทผู้นำด้าน นวัตกรรมระบบจ่ายอินซูลินปั๊มแบบไร้ท่อที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบวัดค่าระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดที่แม่นยำ  เพื่อให้ผู้ป่วยจัดการกับโรคเบาหวานได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ผมบอกเลยว่ากองทุน ABINNO กองนี้น่าสนใจมากๆ ตัวผมเองเป็นแฟนคลับของนวัตกรรมจากประเทศอิสราเอล บริษัทเจ้านวัตกรรมใหญ่ๆหลายบริษัท Listed อยู่ใน NASDAQ มาจากประเทศเล็กๆประเทศนี้ครับ

Payoneer – บริษัท Payment Gateway ชั้นนำ

Lemonade – บริษัทประกันสาย InsureTech ซึ่งถูกก่อตั้งโดย Co-Founder ชาวอิสราเอล

WIX – บริษัทรับทำเว็บไซต์ชื่อดังของโลก

ICQ – บริษัทที่คนรุ่น 40+ น่าจะรู้จักกันดี บริษัทนี้ก็มาจากอิสราเอลนะครับ

บริษัทอื่นๆที่ดังๆก็เช่น etoro, Monday, Fiverr, Waze

ดูจากรายชื่อบริษัทเหล่านี้ผมว่าทุกคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่ากองทุนหลักของ ABINNO มองหาโอกาสลงทุนยังไง เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจในชีวิตประจำวันของคนจริงๆ โดยเฉพาะ ICQ คงไม่ต้องถามต่อนะครับว่ายุคนึง ICQ เคยประสบความสำเร็จมากแค่ไหน นี่แหละคือพลังของประเทศอิสราเอล !

สรุปโดยรวมจะเห็นว่ากองทุนหลักของ ABINNO มีการลงทุนที่หลากหลาย และมักจะไม่ได้อยู่ในประเทศสหรัฐฯเป็นหลัก นี่อาจเป็นจุดที่สามารถอธิบายว่าทำไมกองทุนถึงทำผลตอบแทนได้อย่างค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีความผันผวนที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยยะเมื่อเทียบกับกองทุน Technology อื่นๆ

กองทุนหลักมีการกระจายการลงทุนที่พึ่งพิงตลาดสหรัฐฯน้อยกว่ากองทุนอื่นๆ มีสัดส่วนการลงทุนหลัก 5 ประเทศแรกดังนี้

  • สหรัฐฯ 39.4%
  • อิสราเอล 9.8%
  • เยอรมนี 9.2%
  • เนเธอร์แลนด์ 6.2%
  • จีน 5%

ที่มา : abrdn ข้อมูลวันที่ 31 ธันวาคม 2021กองทุนหลักลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 39.4% น้อยกว่าเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดที่ 61.31%

ในมุมของสัดส่วนตามภาคอุตสาหกรรมหลัก 5 อุตสาหกรรมแรก สามารถแบ่งแยกได้ดังต่อไปนี้ครับ

  • Technology 27.4%
  • Industrial 23.2%
  • Healthcare 18.4%
  • Consumer Goods 11.9%
  • Consumer Services 9.2%

ที่มา abrdn ข้อมูลวันที่ 31 ธันวาคม 2021

ชัดเจนมากๆเรื่องการกระจายความเสี่ยง เพราะการลงทุนหุ้นนวัตกรรมดีๆไม่จำเป็นต้องจำกัดการลงทุนอยู่ที่สหรัฐฯหรือกลุ่ม Technology เพียงอย่างเดียวครับ พอมองให้กว้างขึ้น มุมมองก็เปลี่ยนไป โอกาสที่เห็นก็เยอะขึ้น

กองทุนหลักของ ABINNO ต่างกับกองทุน นวัตกรรมกอง อื่นอย่างไร?

  • ความผันผวนต่ำกว่า กองทุนมี Standard Deviation 1 ปีที่ 13.28% (ที่มา Morningstar Direct, ณ 31 ธ.ค. 2021)เท่านั้น เมื่อเทียบกับกองทุน Technology อื่นๆที่ Standard Deviation สูงถึง 25-33%
  • ลงทุนในนวัตกรรมภาพใหญ่ ที่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่กลุ่ม Technology
  • เป็นกองทุนนวัตกรรมที่ลงทุนทั่วโลกที่แท้ทรู ไม่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯเยอะ
  • มีการกระจายความเสี่ยงในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่กระจุกตัว และกระจายน้ำหนักหุ้นแต่ละตัวได้เป็นอย่างดี
  • สะดวกเพราะลงทุนกองเดียวแต่มี Concept ในการลงทุนที่ชัดเจน 5 เสาหลักที่ไม่ต้องถูกจำกัดเหมือนกองทุน Technology อื่นที่ลงทุนแยกแต่ละกอง แต่ละ Concept
  • มีการกระจายความเสี่ยงในแง่ของขนาดของหุ้นที่ลงทุน ใหญ่-กลาง-เล็ก อย่างสมดุล

สำหรับคนที่ชอบการลงทุนใน Technology อย่างผม กองทุน ABINNO เป็นกองที่เหมาะมากสำหรับในการสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน โดยยังคง Concept การลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตจากนวัตกรรมและ Secular Trend อยู่ โดยผมไม่ต้องลงทุนลงแรงเองไปวิเคราะห์หุ้นขนาดกลาง-เล็กให้ครบทุกตัว (เอาจริงๆข้อมูลมันหายากพอสมควรครับ) แต่ก็สามารถมีโอกาสในการรับผลตอบแทนจากหุ้นเหล่านั้นได้

เพราะ abrdn ถือเป็นอีกบลจ.ที่บอกได้ว่ามีกระบวนการเลือกลงทุนหุ้นที่เน้น Research มากๆ หุ้นที่กองทุนเลือกลงทุนจะต้องมีโอกาสสร้างการเติบโตสูงในระยะยาว นวัตกรรมที่เลือกจะต้องมีความยั่งยืนเป็น Megatrend ไม่ใช่กระแสฉาบฉวย เป็นบริษัทที่มีการลงทุนไม่มากซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนสูงและคืนทุนได้เร็ว

นวัตกรรมคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงการเติบโตของโลก

ผมอยากย้ำกับทุกคนอีกครั้งว่านวัตกรรมในตอนนี้มีอยู่ทั่วโลก แต่หลายๆนวัตกรรมมันอาจจะไม่เห็นกันโจ่งแจ้ง เท่าพวก Amazon Facebook Google แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล และสร้างกำไรให้กับนักลงทุน

ด้วยโลกที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นในปัจจุบันนวัตกรรมดีๆเกิด Adoption สูงขึ้นและเร็วขึ้นมาก ในอดีตกว่าคนจะหันมาใช้สินค้าที่มีนวัตกรรมกันเยอะๆใช้เวลานานมาก เช่น ทีวีสีใช้เวลากว่า 40 ปีกว่าคนจะใช้กันอย่างแพร่หลาย

ที่มา: Our World in Data 2019

แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Smartphone ใช้เวลาแค่ 5 ปีคนก็ใช้กันแพร่หลายแล้ว การเข้าถึงและใช้งานสินค้านวัตกรรมจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายส่งผลให้บริษัทที่เป็นที่มาและใช้งานนวัตกรรมเหล่านั้นได้ประโยชน์เต็มๆ

ลงทุนนวัตกรรมระดับโลก ต้องใช้ประสบการณ์ระดับโลกของ abrdn

ไม่ใช่ทุกคนครับที่จะลงทุนในนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่าง จุดนี้ผมเห็นว่า abrdn ได้เปรียบพอสมควร แต่เขาไม่ค่อยออกตัวเท่าไหร่

ทา abrdn เขามีผู้เชี่ยวชาญกว่า 120 คน ครอบคลุม 11 ประเทศจาก 13 สำนักงานทั่วโลก ทีมงานเขาติดตามหุ้นมากกว่า 6000 บริษัทเลยครับ

ตัวบริษัทเองถึงบอกว่ากองทุน ABINNO เป็นการหาหุ้นแบบ Bottom-Up สายพื้นฐาน ประกอบกับใช้นวัตกรรม Quants (The Matrix Model) ที่ได้รับรางวัลระดับโลก มาวิเคราะห์เชิงลึกบริษัทในแต่ละด้าน ทั้งด้านคุณภาพ,การเติบโต, โมเมนตัม และการประเมินมูลค่า คอยสนับสนุนอยู่ครับ

ที่สำคัญกองทุนไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน เพราะกองทุนหลักที่ไปลงทุนอยู่ภายใต้การบริหารของ abrdn เหมือนกัน และมีการ Hedging ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินให้เรียบร้อย

แอบบอกไว้หน่อยว่า abrdn เขาลงทุนในอิสราเอลมานานมากนะครับดังนั้นไม่ใช่แค่เชี่ยวชาญในเรื่องการลงทุนโลกอย่างเดียว การลงทุนเฉพาะทางแบบนี้ถ้าได้แบรนด์ที่เฉพาะทางก็จะได้เปรียบหน่อยครับ

สรุปกองทุน ABINNO ถือเป็นอีกกองหนึ่งที่จัดว่าเด็ดไม่น้อยครับ สาย Technology สาย Growth ควรต้องรู้จักไว้เลย แม้ตอนนี้สภาวะตลาดหุ้นอาจจะไม่เป็นใจเท่าไหร่นัก แต่ผมเองก็ผ่านช่วงแบบนี้มาหลายรอบแล้ว ถ้าเราเลือกการลงทุนที่ดี ไม่แพงจนเกินไป และลงทุนอย่างถูกต้อง สุดท้ายหุ้นก็จะกลับมาเติบโตได้เองครับ

สำหรับกองทุน ABINNO มีทั้งแบบ ABINNO-A สะสมมูลค่า และแบบกองทุนลดหย่อนภาษี ABINNO-SSF เพื่อการออม โดยเบื้องต้นกองทุนคาดจะเปิดให้จอง IPO ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 11 มีนาคม 2565

โปรโมชั่นเฉพาะช่วง IPO ทุกยอดลงทุน 50,000 บาท รับหน่วยลงทุน ABINNO-A มูลค่า 100 บาท

หากท่านใดสนใจศึกษารายละเอียดกองทุน ABINNO เพิ่มเติม คลิกได้ที่นี่เลยครับ  https://bit.ly/ABINNObuffettcode

หน้าที่ของนักลงทุนคือการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมและรับโอกาสเติบโตมากที่สุด ถ้าทำเองไม่ได้ ให้ผู้จัดการกองทุนช่วยทำให้ถือเป็นทางเลือกที่ดีในช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้ครับ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวน ได้เลยที่ บลจ. อเบอร์ดีน (ประเทศไทย)

หรือติดต่อ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ : +66-2352-3388
Email : client.services.th@abrdn.com

คำเตือน:

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก

กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม