เจาะลึกกองทุน AFMOAT-H ให้เวลาเป็นเพื่อนของการลงทุน ลงทุนแบบ Warren Buffett

กองทุน AFMOAT-H

ในที่สุดก็มาแล้วครับ !!! กองทุนที่ใช้หลักการของ Warren Buffett ในการลงทุน !

AFMOAT-H คือกองทุน Feeder ที่ลงทุนในกองทุนหลักที่ลงทุนในหุ้นในดัชนี Morningstar Wide Moat Focus Index  ซึ่งคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มี Moat และ Competitive Advantage เท่านั้น

กองทุนนี้ถือเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวแบบ Warren Buffett แต่ไม่อยากยุ่งยากกับการเปิดพอร์ตต่างประเทศเพื่อไปลงทุนกับ Berkshire Hathaway

อยากจะบอกว่าผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนนี้ถือว่าทำได้ดีและดีมานานแล้วด้วย

มาดูรายละเอียดกันครับว่า AFMOAT-H มีอะไรน่าสนใจบ้าง วิธีการลงทุนคล้าย Warren Buffett มากแค่ไหน?

กองทุน AFMOAT-H ให้เวลาเป็นเพื่อนของการลงทุน ลงทุนแบบ Warren Buffett

กองทุนในไทยที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มี “Moat” และความได้เปรียบในการแข่งขัน

Warren Buffett คือสุดยอดนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลก ไม่ใช่แค่เพียงผลตอบแทนที่ทำได้ดีอย่างต่อเนื่องยาวนานเท่านั้น แต่หลักการของ Warren Buffett เป็นหลักการที่เข้าใจไม่ยากและใช้ได้จริงในทุกๆสถานการณ์

ผลตอบแทนการลงทุนของ Warren Buffett ถ้าวัดตั้งแต่ก่อตั้งในเดือนมค. 1977 มาจนถึง 30 พ.ย. 2021 Buffett สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้ 11.20% ต่อเนื่องถึง 46 ปี ซึ่งถือเป็นสถิติที่แทบจะดีที่สุดในโลกแล้ว ผู้จัดการเรื่องการลงทุนท่านอื่นๆแม้จะทำผลตอบแทนได้สูงกว่า แต่ระยะเวลาสั้นกว่า Warren Buffett มาก

ความยากไม่ได้อยู่ที่อัตราผลตอบแทน แต่ความยากอยู่ที่ทำยังไงให้อัตราผลตอบแทนที่ได้นั้นสามารถเติบโตต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนานต่างหาก

กราฟผลตอบแทนของ Warren Buffett
ที่มา : www.lazyportfolioetf.com/comparison/warren-buffett-vs-us-stocks/

ซึ่งด้วยผลตอบแทนในระดับนี้ ตัวอย่างเงินลงทุน 1,000 ดอลลาร์ (34,000 บาท) กับ Warren Buffett Portfolio จะกลายเป็นเงิน 117,692 ดอลลาร์ (ราวๆ 4,001,529 บาท) นับเป็นผลตอบแทน 116 เด้งจากเงินต้น หรือ 11670% (ข้อมูลจากเว็บไซต์ lazyportfolioetf.com)

*สูตรคำนวณ (117692-1000)/1000 = 116.69 เท่า หรือ 11670%

แอดได้ลองคำนวณผลตอบแทนคร่าวๆด้วย Excel แบบไวๆ ถ้าลงเงินกับ Buffett 1 ล้านบาทเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ตอนนี้น่าจะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านไปแล้ว เพราะเงินต้น + ผลตอบแทน จะโตจาก 1 ล้านเป็น 117.7 ลบ. …. แต่นี่มันก็เป็นเรื่องของ 40 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นแอดยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป และถึงเกิดแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะหาเงินหลักล้านไปลงทุนกับ Buffett ได้ยังไง

มาดู ณ ปัจจุบันถ้าอยากจะลงทุนกับ Buffett ต้องทำยังไง? คำตอบคือซื้อหุ้นบริษัทของ Buffett คือ Berkshire Hathaway (BRK.A และ BRK.B)

แต่ข้อจำกัดที่แอดคิดได้ก็มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ

1. ตอนนี้ Berkshire Hathaway ใหญ่มากๆ แน่นอนว่าความใหญ่จะเป็นข้อจำกัดของการลงทุน ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่ได้สูงมากเหมือนลงทุนกับ Buffett ตอนแรกๆ

2. หุ้น Berkshire มี 2 แบบ Class A ราคา 435,000 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ราวๆ 14,790,000 บาทไทย) ย้ำว่าต่อหุ้นนะครับ ส่วน Class B คือราคา 288 เหรียญต่อหุ้น (ราวๆ 9,700 บาทไทย) ย่อมเยาลงมา แต่ก็ยังมีปัญหาคือ ….

3. การเปิดบัญชีซื้อหุ้นต่างประเทศที่มีความยุ่งยาก และค่าธรรมเนียมที่นับว่ายังสูงอยู่ ยิ่งถ้าลงทุนไม่ได้เยอะมากนี่อาจจะไม่คุ้มค่าความวุ่นวาย

ดังนั้นเลยทำให้แอดเริ่มมองหากองทุนที่มี Concept คล้ายๆกับการลงทุนของ Warren Buffett แต่อย่างที่เพื่อนๆคงรู้กันดีว่าวงการนี้เขาแยกการลงทุนด้วยประเภทของสิ่งที่ลงทุน และภูมิภาคที่ลงทุนซะเป็นส่วนใหญ่ เช่น ลงทุนหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในทวีปเอเซีย ญี่ปุ่น หรือสหรัฐฯ อะไรแบบนี้

จนกระทั่งล่าสุดแอดได้เจอกับกองทุนหนึ่งชื่อ AFMOAT-H  หรือกองทุนเปิด เอ เอฟ ยูเอส ไวด์ โมท กองทุนนี้ลงทุนใน ETF ชื่อ VanEck Morningstar Wide Moat ETF (MOAT) www.vaneck.com กองทุนนี้มีนโยบายการลงทุนที่มีหลักการเหมือน Warren Buffett เอามากๆคือ ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มี Moat หรือแปลเป็นไทยคือความได้เปรียบทางธุรกิจนั่นเอง

ซึ่งการลงทุนด้วยการดู Moat ของธุรกิจเป็นหลักนี่แหละคือหลักการที่ Warren Buffett ใช้ในการคัดเลือกหุ้นครับ

Buffett เคยอธิบายหลักการเลือกหุ้นของเขาไว้ตอนประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire ในปี 1995 เขาบอกว่า “สิ่งที่เราพยายามค้นหาคือบริษัทที่เป็นผู้นำด้านต้นทุน เป็นธุรกิจที่มีแฟรนไชส์ เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภค มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีบางอย่าง หรือเหตุผลอื่นๆที่ทำให้บริษัทได้เปรียบอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้คือการมี Moat ของธุรกิจ”

“What we’re trying to find is a business that, for one reason or another — it can be because it’s the low-cost producer in some area, it can be because it has a natural franchise because of surface capabilities, it could be because of its position in the consumers’ mind, it can be because of a technological advantage, or any kind of reason at all, that it has this moat around it.”- Warren Buffett

จนถึงปัจจุบันแม้เวลาจะเปลี่ยนไป รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนแปลง แต่การเลือกลงทุนของ Warren Buffett และ บริษัทของเขา Berkshire Hathaway ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และหลักการตรงนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้ Warren Buffett สามารถทำผลตอบแทนได้อย่างยอดเยี่ยมในระยะเวลายาวนานแบบไม่มีใครสามารถเทียบได้

กองทุน AFMOAT-H ซึ่งลงทุนใน VanEck Morningstar Wide Moat ETF (MOAT) มีหลักการในการลงทุนเหมือนของ Buffett เลยคือการเลือกลงทุนในหุ้นที่มี MOAT โดยกองทุนลงทุนในหุ้นที่อยู่ใน Morningstar Wide Moat Focus Index ซึ่งเน้นคัดเลือกหุ้นจาก Universe หุ้นทั้งหมดกว่า 1,000 บริษัท

นอกจากนั้นยังมีการเปรียบเทียบราคาของหุ้นด้วยว่ามีราคาที่ Overvalue (แพงเกินไป) หรือไม่? ดังนั้นนักลงทุนจึงสามารถคาดหวังได้ว่าการลงทุนใน AFMOAT-H จะเหมือนการลงทุนในหุ้นที่มี Moat และราคาไม่แพงจนเกินไป เข้าข่ายการลงทุนแบบ Warren Buffett ที่แท้ทรู

จุดเด่นของกองทุน AFMOAT-H

  • Concept กองทุนที่หาได้ยากในประเทศไทย กลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นกับการลงทุนในหุ้นที่มี Moat และ Competitive Advantage ที่ชัดเจน แทนที่จะเป็นการเลือกลงทุนด้วยประเภทของสินทรัพย์หรือภูมิภาค
  • ลงทุนในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการลงทุนของ Warren Buffett มองหาหุ้นดี เติบโตได้ จุดเด่นเฉพาะที่ชัดเจน ในราคาไม่แพงจนเกินไป
  • เน้นลงทุนเฉพาะหุ้นที่มี Valuation metric ไม่สูงจนเกินไป (ไม่ Overvalue) โดยพอร์ทการลงทุนมี P/E Ratio โดยรวมประมาณ 21.9 เท่า และ P/BV 4.25 เท่า
  • กองทุนหลักเป็นกองทุนที่มี Track Record ที่ดีเยี่ยมเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งยังทำผลตอบแทนสูงในระดับ Top-Tier เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่ใกล้เคียงกัน (นับผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในเดือนเมษายน ปี 2012)
  • กลยุทธ์การลงทุนที่กองทุนหลักพิสูจน์แล้วว่าสามารถผ่านวิกฤตได้แบบสบายๆ ผ่านมาแล้วทั้งวิกฤต Subprime ปี 2008 และวิกฤต COVID ในปี 2021 ทุกครั้งที่วิกฤตผ่านไป หน่วยลงทุนของกองทุนสามารถทำราคาสูงสุดใหม่ได้ทุกครั้ง
  • ลงทุนต่างประเทศแบบสะดวกสบายไม่ต้องเจอความยุ่งยากของการลงทุนต่างประเทศด้วยตนเอง

ทำไมกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่มี Moat ถึงเป็นกองทุนที่น่าสนใจ?

ต้องบอกว่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้ Buffett ทำผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานคือการเลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณลักษณะ 5 ประการเหล่านี้ เมื่อคุณลักษณะทั้ง 5 มารวมๆกันแล้วจะกลายเป็น Moat ที่แข็งแกร่งของบริษัท ทำให้บริษัทที่เลือกลงทุนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งโตยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งทำให้การลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต อย่างต่อเนื่อง

1. Intangible Assets – เป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนต่างๆ เช่น แบรนด์ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สัมปทานบางอย่างที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ทำธุรกิจนั้นๆมีลักษณะเป็นธุรกิจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดเช่น การเป็นเจ้าของบริษัทที่มีสัมปทานการเดินรถไฟ BNSF แบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่งเช่น Coca-Cola หรือ See’s Candy

2. Switching Costs – ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายไปใช้บริการของธุรกิจคู่แข่งสูง เช่น สินค้าของ Apple หากมีการใช้งาน iPhone, iPad, Macbook แล้วการจะย้ายออกไปใช้สินค้ายี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ Apple นั้นยากมาก เพราะข้อมูลต่างๆในสินค้าของ Apple เชื่อมต่อถึงกันหมด อีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือบริการระบบ Cloud ของ Snowflake ที่เมื่อใช้บริการแล้ว การจะย้ายออกจากระบบไปใช้ Cloud บริษัทอื่นถือว่ายุ่งยากและมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก

3. Network Effect – พลังของเครือข่าย ยิ่งมีคนใช้บริการมาก ยิ่งทำให้บริษัทแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Visa และ Mastercard ยิ่งมีร้านค้าที่รับจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตของบริษัทมากแค่ไหน ยิ่งทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีผู้ใช้งานมากขึ้นยิ่งทำให้มีร้านค้าที่อยากเข้าร่วมเครือข่ายของ Visa และ Mastercard มากขึ้น ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ Visa และ Mastercard แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จะเห้นว่าในปัจจุบัน 2 รายนี้เป็นรายใหญ่ในธุรกิจบัตรเครดิตไปแล้ว ทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่นๆมากมาย

4. Cost Advantage – การเป็นผู้นำด้านต้นทุน และ Economies of Scale ในบางธุรกิจต้นทุนสำคัญมากๆ เช่น Procter & Gamble (P&G) บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีฐานการผลิตทั่วโลก P&G เป็นเจ้าของแบรนด์แชมพู สบู่ และน้ำยาล้างจานหลากหลายยี่ห้อ ทำให้บริษัทสามารถแชร์ค่าใช้จ่ายด้าน R&D และ โรงงานผลิต การสร้างโรงงานแต่ละครั้งจะคืนทุนเร็วมากๆเพราะการผลิตสินค้าจำนวนมหาศาล การต่อรองกับคู่ค้าก็ทำได้ง่ายเพราะ P&G เป็นรายใหญ่ย่อมได้ราคาที่ต่ำที่สุดเสมอ

พอนำความได้เปรียบด้าน Cost Advantage ไปผสานกับการมี Intangible asset เช่นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เกิดเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีมากๆ ยิ่งกำไรมากก็คืนทุนเร็วและสามารถนำเงินกำไรเหล่านั้นไปลงทุนเพิ่มหรือจ่ายปันผลคืนผู้ถือหุ้นได้

5. Efficient Scale – ในมุมของขนาดตลาด ถ้าบริษัททำการตลาดในตลาดที่มีขนาดจำกัด สิ่งนี้จะทำให้คู่แข่งไม่มีแรงจูงใจที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดที่มีผู้นำที่แข็งแกร่งครองตลาดอยู่ พอไม่มีใครกล้าเข้ามาแข่งทำให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงทำให้หุ้นสามารถเติบโตได้เป็นระยะเวลายาวนาน

ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติหลักของหุ้นที่กองทุน Master Fund ของ AFMOAT-H ลงทุน เอาตรงๆผมว่าถ้าทำได้ตามนี้โอกาสได้รับผลตอบแทนระยะยาวที่สม่ำเสมอมีสูงมาก

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลักที่ AFMOAT-H จะเข้าลงทุน ดีไหม?

เนื่องจากกองทุนหลัก หรือ VanEck Morningstar Wide Moat ETF (MOAT)  เป็น Passive Fund ที่ลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี Morningstar Wide Moat Focus Index  ลองมาดูผลตอบแทนของดัชนีที่กองทุนไปลงทุนก่อนว่าถ้าเทียบกับตลาดโดยรวมแล้วผลตอบแทนดีกว่ามากแค่ไหน โดยดูจากผลตอบแทนของดัชนี Morningstar Wide Moat Focus Index เทียบกับ S&P 500 Index ตัวแทนของตลาดสหรัฐฯ และ Morningstar US Funds Large Blend ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่

จากกราฟด้านบนจะเห็นว่า Morningstar Wide Moat Focus Index (เส้นสีน้ำเงิน) ทำผลตอบแทนสูงสุดในช่วงปี 2007-2021 โดย Morningstar Wide Moat Focus Index ทำผลตอบแทนรวมมากกว่า 500% ในขณะที่ S&P 500 Index ทำผลตอบแทนรวมได้ 300% และ Morningstar US Funds Large Blend ทำผลตอบแทนได้ราวๆ 200%

ถือว่า Morningstar Wide Moat Focus Index ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด (ไม่ต้องนั่งคำนวณใน Excel ไม่ต้องดูจุดทศนิยม ดูคร่าวๆในกราฟก็รู้ว่าของเค้าดีจริงครับ 555)

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่แอดอยาก Point out คือผลตอบแทนตรงนี้ผ่านวิกฤตใหญ่ๆมาถึง 2 ครั้งด้วยกันคือวิกฤต Subprime ในปี 2008 และวิกฤต COVID ในปี 2021 พอสรุปรวมได้ว่ากองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะเดียวกันสามารถผ่านวิกฤตได้สบายๆ และกลับขึ้นมาเป็น New High ใหม่ได้ทุกรอบ

บอกเลยว่าการลงทุน Style Buffett ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ในทุกสภาวะตลาดครับ

และถ้าเปรียบเทียบกันตรงๆกับอุตสาหกรรมกองทุนในภาพรวม จะเห็นว่า VanEck Morningstar Wide Moat ETF ติดอันดับ Top Quartile หรือผลตอบแทนในอันดับต้นๆอยู่เสมอ (จุดวงกลมสีแดงในรูป) โดยเฉพาะถ้าวัดที่ Performance ระยะยาวจะเห็นว่าติดอันดับ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทั้งหมด ถือว่าถ้าลงทุนระยะยาว โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนติดอันดับท๊อปถือว่ามีสูงในระดับนึงเลยครับ

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ณ.ปัจจุบัน AFMOAT-H มีลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง?

AFMOAT-H ลงทุนในกองทุน Master Fund ชื่อ VanEck Morningstar Wide Moat ETF (MOAT) ซึ่งณ ปัจจุบันมีการลงทุนในอุตสาหกรรมดังนี้ครับ

1. อุตสาหกรรม Information Technology 26.2% กลยุทธ์ของการหาหุ้นที่มี Moat นี่ไปติดหุ้น Technology ไม่น้อยเลยครับ แต่ถ้าเราลองคิดๆดู ณ ปัจจุบันสินค้าและบริการที่เราใช้และไม่ค่อยเปลี่ยนก็มีเยอะมาก เช่น Facebook, Microsoft Office, Google Search ถ้าเป็นคนอเมริกันก็ใช้ Amazon กันเป็นประจำ หุ้นเหล่านี้ถือเป็นหุ้นที่มีการเติบโตและแข็งแกร่งมากๆไม่แปลกใจที่เป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของกองทุน

2. อุตสาหกรรม Healthcare 19.1% เช่น Merck ยาถือเป็นปัจจัย 4 ของมนุษย์ และอุตสาหกรรมยานี่ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินจาก Intangible Asset พวกสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ของยา ดังนั้นตราบใดที่สิทธิบัตรยังไม่หมดอายุ บริษัทยังสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องเรื่อยๆครับ ต่อให้ Technology ดีแค่ไหน คนเรายังไงก็ต้องป่วยต้องใช้ยา นี่เป็นอีกอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ถูก Disrupt จาก Technology และได้ประโยชน์ด้วยซ้ำไป

3. อุตสาหกรรม Industrial 13.6% ตรงนี้หลายๆคนอาจจะมองเป็นโรงงาน แต่จริงๆคือไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ อุตสาหกรรม Industrial นี่หุ้นบางตัวผลิตเครื่องจักรที่มีลิขสิทธิ์เช่นกัน ดังนั้นจึงเข้าข่ายของหุ้นที่มี Moat

4. อุตสาหกรรม Consumer Staples 11.7% กลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภคทั้งหลาย ของใช้ประจำวันที่มีแบรนด์และคนใช้จนติดเป็น Habit แล้ว

ส่วนในมุมของหุ้นที่กองทุน Master fund หรือ VanEck Morningstar Wide Moat ETF เข้าลงทุน ก็มีหุ้นที่คนไทยหลายๆคนคุ้นเคยกันดี (แม้จะเป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมดก็ตาม)

1. Microsoft เจ้าของระบบปฏิบัติการ Window และโปรแกรม Office 365 ที่คนทั่วโลกใช้ ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกมาหลายสิบปีแล้ว และคาดว่ายังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในระยะเวลาอันสั้นครับ ซื้อคอมยังคงต้องลง Window กับ Office เป็นมาตรฐานกันอยู่

2. Amazon ถ้าเทียบกับเมืองไทยคือเหมือน Shopee และ Lazada ครับ Amazon คือเว็บไซต์อันดับแรกที่คนจะใช้บริการถ้าต้องการสั่งซื้อของออนไลน์ เดี๋ยวนี้สั่งได้หลายอย่างมาก เร็วๆนี้เพิ่ง Takeover Wholefood ไปเพื่อเข้าสู่ตลาดส่งอาหารและของใช้ประจำวัน เรียกได้ว่ากินรวบออนไลน์แล้ว กำลังพยายามมากินรวบออฟไลน์ด้วย

3. Meta ชื่อเดิมคือบริษัท Facebook ผมเชื่อว่าแม้จะเป็นบริษัทอเมริกัน แต่เป็นบริการที่คนไทยคุ้นเคยมากกว่าบริการของบริษัทในไทยบางบริษัทซะอีก Meta กำลังเข้าสู่ธุรกิจ Metaverse ซึ่งจะไม่เป็นแค่ Social Media แต่จะเป็นการเข้าไปใช้ชีวิตในออนไลน์ได้เลย

4. Well Fargo ธนาคารขนาดใหญ่ Big 4 ของสหรัฐฯ ร่วมกับ JP Morgan, Citigroup และ Bank of Americaปัจจุบัน Berkshire Hathaway ถือหุ้นอยู่ ถือว่าเป็นหนึ่งในรายใหญ่ที่มี Intangible Asset หลักคือข้อมูลและฐานลูกค้า ซึ่งถ้าเอาไปใช้ร่วมกับ Technology แล้วนี่ทำอะไรได้อีกเยอะมากครับ

5. Berkshire Hathaway บริษัท Holding ของ Warren Buffett ที่แอดกล่าวไว้เมื่อต้นบทความ จะลงทุน Style Warren Buffett ทั้งที ต้องมีบริษัทของ Buffett ด้วยนะครับ

6. Kellogg เจ้าของแบรนด์ Cereal และอาหารเช้าชื่อดังที่คนอเมริกันทุกคนต้องรู้จัก ถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ราคาไม่แพงและมี Moat ที่ชัดเจน

บริษัทอื่นๆที่เรารู้จักกันดีเช่น Google หรือ Salesforce ก็อยู่ในพอร์ตการลงทุนของกองทุนด้วย จะเห็นว่าบริษัทที่กองทุนถืออยู่ทั้งหมดเป็นบริษัทที่มี Moat และส่วนใหญ่ถ้าใช้บริการแล้ว มักจะเลิกใช้บริการยากมากๆ (ถ้านึกภาพไม่ออกลองลบ Facebook หรือไม่ใช้ Google Search ดูสักอาทิตย์นึงครับ จะเห็นภาพชัดเลย)

กองทุน AFMOAT-H เหมาะกับใคร?

  • ต้องการลงทุนระยะกลาง-ยาว การลงทุนใน AFMOAT-H เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะกลาง-ยาวมากๆ เพราะถ้าเชื่อว่าถ้าลงทุนในหุ้นที่ดีแล้ว การกะจังหวะการลงทุนในระยะสั้นอาจไม่มีนัยยะกับผลตอบแทนระยะยาว เท่ากับการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ถูกต้อง
  • อยากได้ Concept และ Style การลงทุนในลักษณะเดียวกับ Warren Buffett
  • ต้องการกองทุนที่มี Track Record ระยะยาวที่ดีเยี่ยม AFMOAT-H ตอบโจทย์มากๆ เพราะกองทุนหลักที่จะเข้าลงทุนมี Track Record ที่ดีในแทบจะทุกๆ Timeframe
  • ต้องการกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ
  • มองหากองทุนที่เหมาะกับการเป็น Core Portfolio ในมุมของแอด AFMOAT-H คือกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม มีการกระจายการลงทุนหลายอุตสาหกรรมเหมาะกับการเก็บเป็น Core Portfolio เป็นอย่างยิ่ง
  • ไม่ต้องการกังวลกับความผันผวนของค่าเงิน กองทุนมีการ Hedging ทำประกันความเสี่ยงค่าเงินอย่างน้อย 90%
  • อยากลงทุนแบบ Passive ค่าธรรมเนียมไม่สูง ในขณะที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงไม่แพ้การลงทุนแบบ Active
  • ตอนนี้เปิดให้ลงทุนสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนใน Class สะสมมูลค่า AFMOAT-HA ในอนาคต หากมีผลตอบรับที่ดี อาจจะเปิดให้ลงทุนสำหรับ Class แบบจ่ายปันผล AFMOAT-HD, แบบรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติ AFMOAT-HR และแบบกองทุนประหยัดภาษี AFMOAT-HSSF ต่อไป

รายละเอียดการจองซื้อ

กองทุน AFMOAT-H ชนิดสะสมมูลค่า หรือ AFMOAT-HA เพิ่ง IPO ไปเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ ปัจจุบันสามารถซื้อได้ที่บลจ.ทาลิส สอบถามรายละเอียดและข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 015 0222 www.talisam.co.th รวมถึงผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามเว็บไซต์ของบริษัท

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในกองทุนหลักจึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้