ลงทุนแบบ ARK Invest คิดอย่างไร? ทำไม Tesla ชนะ Waymo ตราสารหนี้กลายเป็นฟองสบู่ บิทคอยน์ราคา 4 แสนเหรียญ?

ark-invest-feb

วันก่อนผมนั่งฟังสรุปมุมมองการลงทุนของ ARK Invest มาครับ ส่วนตัวอยากเข้าใจการลงทุนของ ARK และแนวคิดของ Cathie Wood มากขึ้น วันนี้เลยเอาสิ่งที่ฟังมาบวกกับความเห็นส่วนตัวในบางจุดมาสรุปให้เพื่อนๆนะครับ เผื่อเป็นประโยชน์ในการลงทุน

ฟองสบู่ หุ้นและตราสารหนี้

1. เปิดคลิปมาก็ประเด็นร้อนเลยคือ ตอนนี้ตลาดหุ้นกำลังอยู่ใน “ฟองสบู่” รึเปล่า Cathie คิดว่าด้วยสถานะปัจจุบันน่าจะยังไม่เข้าข่ายฟองสบู่ เหตุผลคือแพคเกจช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของ FED ที่น่าจะออกมาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาร้อนแรงมากๆ ซึ่งจะทำให้ Business confident และ Spending มีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ ตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือจะผลิตยังไงให้เพียงพอกับ Demand ที่กำลังกลับมาหลังเปิดเมือง

ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นราคาบ้าน, ราคาหุ้น, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นหมด การปรับประมาณการของนักวิเคราะห์ก็มีแนวโน้มสูงขึ้น จากกำไรที่เริ่มฟื้นตัวจากปีที่แล้ว

2. แต่สิ่งที่น่ากังวลต่อคือถ้าอัดฉีดกันมากไปในปี 2021 ปี 2022 อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่บริษัทต่างๆผลิตสินค้าออกมามากเกินความต้องการและอาจจะเกิด Correction ได้

3. Cathie มองว่าฟองสบู่ไม่น่าอยู่ที่หุ้นแต่น่าจะอยู่ที่ตราสารหนี้มากกว่า เหตุผลหนึ่งมาจากการที่บริษัทที่ Mature แล้วไม่ยอมเอาเงินที่มีไปลงทุนสร้างการเติบโตต่อ แต่เอาเงินมหาศาลเหล่านั้นไปลงทุนในตราสารหนี้แทน ที่ผ่านมาเลยทำให้ราคาตราสารหนี้พุ่งสูง และ Yield ต่ำสุดๆ

เงินเฟ้อที่กำลังมา

4. เราน่าจะเริ่มเห็นอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพราะปีที่แล้วต่ำมากจาก COVID อย่างไรก็ตาม FED รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้และไม่น่าจะมีการเปลี่ยนมุมมองกับการปรับดอกเบี้ยขึ้นหรือลง เพราะเหตุการณ์นี้

5. อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการคาดการณ์เงินเฟ้อเกิดขึ้นแล้ว ถ้าดูที่ตลาดตราสารหนี้ จะเห็นว่า Bond Yield เริ่มมีการปรับตัวสูงขึ้น ถ้า FED จะมีการลด Stimulus หรือมีการทำ Tapering น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดในปี 2022-2023

6. การดูการเติบโตของ GDP ตอนนี้อาจจะใช้ไม่ค่อยได้แล้ว เพราะการคำนวณ GDP ไม่ได้เอา Output เชิง Digital เข้าไปคำนวณด้วย เช่น การที่คนใช้ Google Maps ฟรี อันนี้ถูกนับ การ Video Call ระหว่างกันใน LINE ก็ไม่ถูกนับ เช่นกัน ซึ่งเอาจริงๆของพวกนี้มี Value

หุ้น Platform และ Big Winner

7. หุ้นที่ไม่ฟองสบู่แน่นอนคือหุ้นประเภท Platform Company ซึ่งเป็นหุ้นที่สร้าง Platform ขึ้นมาให้คนมาใช้ สุดท้ายเก็บค่าใช้งานจากเทคโนโลยีที่บริษัทสร้างขึ้น

8. สำหรับหุ้นที่มีราคาถูก ตอนนี้ต้องระวังสิ่งที่เรียกว่า Value Trap หุ้นที่ราคาถูก เพราะมันมีเหตุผลของมัน เช่น หุ้นพวกนี้ไม่เคยลงทุนเพื่อให้เกิดการเติบโต ไม่เคยปรับโมเดลธุรกิจให้เติบโตไปกับโลกยุคใหม่ ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งไม่โต แถมยังถดถอยลงเรื่อยๆ ทำให้ปันผลที่เคยปันสูงก็จะลดลงเอง

9. ในอีกมุมหนึ่งหุ้นที่ ARK เลือกทั้ง 5 Platform คือ Blockchain, AI, DNA Sequencing, Energy Storage และ Robotics จะกลายเป็นหุ้น Big Winner ในอนาคต

10. และแน่นอนว่าถ้ามีหุ้น Big Winner ก็ต้องมีหุ้น Big Loser มหาศาลที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกับหุ้น Big Winner

หุ้น New World

11. ตัวอย่างเช่นหุ้น Ride Hailing ที่อาจมีรายได้รวมกับกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญในปี 2030 แต่ Ride Hailing ก็มีหุ้นหลายประเภทในนั้นเช่น Platform Provider, Automaker และ Fleet-Owner

12. กว่า 80% ของ Value ทั้งหมดจะตกเป็นของ Platform Provider โดย Automaker กับ Fleet-Owner จะได้แค่ 20% จะเห็นว่าแม้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่อยู่ใน Value Chain ที่แตกต่างกัน หุ้นจะมีมูลค่าต่างกันมหาศาล

Tesla vs Waymo

13. ที่ Waymo บอกว่า Tesla จะไม่มีทางทำ Full Autonomy ได้ (รถยนต์แบบไร้คนขับ 100%) นั่นเป็นเพราะ Waymo และ Tesla ใช้กลยุทธ์ที่ต่างกัน Tesla เป็นระบบที่อิงอยู่บน Radar และกล้องแบบชัดโคตรๆรอบตัวรถ ส่วน Waymo เน้นไปที่ Lidar และการใช้แผนที่แบบโคตรละเอียด

14. Tesla ได้เปรียบกว่าเพราะรถได้ไปขับและเก็บข้อมูลในสถานที่จริง ยิ่งมีรถมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งแม่นยำเท่านั้น โดยไม่ต้องพึ่งพิงแผนที่ Waymo ใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาเพื่อให้ใช้ Self-Driving ได้ในเมืองใหม่ๆ แต่ Tesla ใช้ข้อมูลจากรถของลูกค้าที่อยู่บนถนนเต็มไปหมดแล้ว เกมของ Self-Driving คือการมีรถเยอะกว่าในระยะเวลาที่สั้นกว่า กลยุทธ์ของ Tesla จึง Scalable กว่าของ Waymo (การที่ Tesla ไม่ใช้ Lidar เพราะราคาแพงก็เพื่อกดให้ราคารถของ Tesla ถูกลง มีรถเยอะขึ้น ทำ Full Self-Driving ได้เร็วขึ้น)

การเปลี่ยนแปลงของหุ้น Tech

15. นอกจากเทคโนโลยีรถแล้วก็มี Drone ที่น่าสนใจ ต้นทุนในการขนส่งของ Drone ถูกมากแค่ 8 เหรียญต่อ 10 ไมล์ แต่จะถูกกว่านั้นถ้า Drone เป็นระบบอัตโนมัติและไม่ต้องใช้คน ต้นทุนจะเหลือเพียง 25 เซนต์ การเอา Drone มาใช้ส่งของกลายเป็นอุตสาหกรรมแสนล้านเหรียญในอนาคต

16. ธุรกิจ Social Media กำลังปรับตัวเป็น E-Commerce และธุรกิจ E-Commerce กำลังปรับตัวเข้าหา Social … อุตสาหกรรม Social Commerce จะโตโหดมากๆในอนาคต ตอนนี้เป็นเพียงแค่ 5% ของ E-Commerce จะโตเป็น 20%

17. การโฆษณาออนไลน์จะยังโตอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาถูกกว่า วัดผลได้ง่ายกว่า ประสิทธิภาพสูงกว่า

Bitcoin จะขึ้นไปได้แค่ไหน?

Bitcoin มีแนวโน้มเป็นอนาคตของการจ่ายเงิน ตอนนี้รัฐบาลมีการตั้ง CBDC (Central Bank Digital Currency) พูดง่ายๆคือเป็นคริปโตของรัฐบาล ซึ่งการทำแบบนี้ยิ่งเป็นการบ่งบอกถึงการยอมรับคริปโต ยิ่งทำให้การที่ Bitcoin จะถูกแบนน่าจะน้อยลง

กลับกันคนที่ซวยจริงๆน่าจะเป็นคนกลาง หรือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะถ้ารัฐบาลสามารถต่อตรงถึงประชาชนได้ด้วยคริปโต ผ่าน Digital Platform ประโยชน์ของธนาคารพาณิชย์จะน้อยลงทันที

ส่วนเรื่องราคา Bitcoin ทาง ARK Invest ประเมินว่าถ้าบริษัทใน S&P500 เอาเงินสภาพคล่องส่วนเหลือลงทุนใน Bitcoin 1% จะทำราคาขึ้นไปถึง 50000 เหรียญ แต่ถ้าลง 10% จะกลายเป็น 400000 เหรียญ

ฟังแล้วก็ต้องยอมรับจริงๆว่านักลงทุนที่คิดไปในอนาคตได้เยอะๆนี่ต้องใช้ความรู้เชิงลึกและการติดตามเยอะมากๆ นักลงทุนธรรมดาแบบผมก็อาศัยฟังเยอะๆ ติดตามบ่อยๆ การลงทุนก็น่าจะดีขึ้นตามลำดับ (หวังว่า)

ภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าเข้าใจผิดตรงไหนก็ขออภัยด้วยครับ
ใครมีแหล่งข้อมูลดีๆแชร์หน่อยนะครับ ไปด้วยกันไปได้ไกลฮะ

ไฟล์ต้นทางอยู่ที่ เว็บ ARK Invest นะครับลองเข้าไปดูเพิ่มเติมกันได้ครับ

ชอบสรุปข้อมูลหุ้นอ่านง่ายแบบนี้ อย่าลืมกด Like Page Facebook ให้กำลังใจทีมงาน Buffettcode ด้วยนะครับ