จุดเริ่มต้นของจุดจบ Blackberry

จุดเริ่มต้นของจุดจบ Blackberry

[CASE STUDY] [ติดตามกลยุทธธุรกิจมันส์ๆและการลงทุนได้ที่เพจ BUFFETTCODE]

 

เรื่องมีอยู่ว่าวันก่อนแอดได้ข่าวมาว่า Blackberry (BBRY) ออกมือถือตัวใหม่ !!! Blackberry KEYOne !

แต่รอบนี้ไม่ได้ผลิตโดยตรงจาก Blackberry แต่เป็นการ License แบรนด์ Blackberry ให้กับผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน TCL เป็นคนผลิตครับ

ปัจจุบัน Blackberry ไม่ผลิตมือถือเองแล้วแต่จะ License แบรนด์ Blackberry ให้คนอื่นไปผลิตขายโดยตัวเองมามุ่งเน้นพัฒนา Software ระบบความปลอดภัยในมือถือ Blackberry แทน

 

หลังจากที่หุ้น Blackberry ตกลงมาจากประมาณ 140  เหรียญในปี 2008 ลงมาตํ่าสุดที่ประมาณ 6 เหรียญในปี 2013 ถือเป็นการตกตํ่ามากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะคิดคร่าวๆก็ตกลงมาจากจุดสูงสุดถึง 95%

หากซื้อ Blackberry ที่ยอดดอยด้วยเงิน 1 ล้านบาทตอนลงมาจุดตํ่าสุดจะเหลือเงินประมาณ 50,000 บาทในระยะเวลาประมาณ 5 ปี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือในปี 2014 ซึ่งก็คือปีที่ Blackberry ขาดทุนมากที่สุด 5,873 ล้านเหรียญ ปีนั้น Blackberry ยังมี Active Blackberry Subscriber อยู่ถึง 69 ล้านคนตกจากจุดสูงสุดที่ 79 ล้านคน แค่ 12.6% เท่านั้นเองถือว่าตกไม่เยอะเลย

แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมด้วยคือรายได้ของ Blackberry มาจากการขายมือถือไม่ได้มาจาก Subscriber ดังนั้นการที่จะหวังว่ายังมี Subscriber เยอะอยู่แล้วจะไปคาดหวังให้บริษัทกลับมาทำกำไรเหมือนเดิมคงเป็นเรื่องที่ Miss lead ไม่น้อย

 

มาเริ่มต้นด้วยอดีตกันก่อน Blackberry (เมื่อก่อนชื่อ Research In Motion) ก่อตั้งขึ้นในเมือง Waterloo ของประเทศ Canada ในปี 1984 แรกๆก็เป็นผู้ผลิตเพจเจอร์เล็กๆธรรมดาแต่มาเปิดตัวมือถือสำหรับส่งข้อความโดยเฉพาะชื่อ Blackberry ในปี 1999

ด้วยคียบอร์ด QWERTY และฟังก์ชั่น Push email ซึ่งแจ้งเตือนผู้ใช้เวลามี Email ส่งเข้ามา

ทำให้ Blackberry กลายเป็นมือถือ “ฟ้าประทาน” ในหมู่นักการเงินของ Wallstreet และบริษัทใหญ่ๆซึ่งใช้งานและเสพติดอีเมลล์อย่างหนัก

 

ด้วยความนิยมระเบิดระเบ้อของ Blackberry ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นบริษัทที่มีมุลค่าสูงสุดของ Canada และส่งผลให้ Waterloo ถูกขนานนามว่าเป็น Silicon Valley ของ Canada เลยทีเดียว จากนักการเงินถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ไปถึงวัยรุ่นในอเมริกาและสุดท้ายไปยังประธานาธิปดีอย่าง Obama ก็ใช้ Blackberry ในการหาเสียง (ล่าสุด Obama พึ่งเลิกใช้ Blackberry ไปเมื่อปีที่แล้วนี่เองครับ)

 

รายได้ กำไรสุทธิ จำนวนผู้ใช้และเหตุการณ์สำคัญๆในปีของ Blackberry จากปี 2002-2015 ก็ประมาณนี้ครับ

ปี – รายได้(ล้าน) – กำไรสุทธิ(ล้าน) – จำนวนผู้ใช้ (ล้าน) – เหตุการณ์สำคัญ

2002 – 294 – -28

2003 – 307 – -149 – 0.534 – เปิดตัว Blackberry

2004 – 595 – 52 – 1.069 – ผู้ใช้ Blackberry มีจำนวนเกินล้านเป็นครั้งแรก

2005 – 1,350 – 206 – 2.51 – รายได้เกินพันล้าน

2006 – 2,066 – 375 – 4.9

2007 – 3,037 – 632 – 8.0 – Apple เปิดตัว Iphone

2008 – 6,009 – 1,294 – 14 – หุ้น Blackberry ถึงจุดสูงสุดที่ราคา 144.56 เหรียญ, Google เปิดตัว Android

2009 – 11,065 – 1,893 – 25 – Blackberry ถูกจัดอันดับเป็นบริษัทที่โตเร็วที่สุดในโลกจาก Fortune, Whatsapp เปิดตัวใน App Store

2010 – 14,953 – 2,457 – 41 – Apple เปิดตัว Iphone 4, Ipad

2011 – 19,907 – 3,444 – 70 – Android มี Market share เกิน 50%

2012 – 18,423 – 1,164 – 77 – จำนวนคนใช้ Iphone สูงกว่า Blackberry เป็นครั้งแรก, Android มี Market share เกิน 75%

2013 – 11,073 – -646 – 79 – ขาดทุนครั้งแรกในรอบ 10 ปี, Whatsapp มีผู้ใช้ 200 ล้านคน, กลุ่ม Fairfax Financial ซื้อ Blackberry ด้วยราคา 4,700 ล้านเหรียญ

2014 – 6,813 – -5,873 – 69 – ขาดทุนมากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งมา 5,873 ล้าน

2015 – 3,335 – -304 – 46

 

หลายๆคนคงรู้ว่าจุดเด่นของ Blackberry ในช่วงแรกคือการเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลาดแรกของ Blackberry ก็เลยเป็นตลาดองค์กรแล้วค่อยได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นในภายหลัง ลึกๆแล้ว Blackberry เชื่อว่าการปฏิวัติของมือถือจะต้องเกิดจากการใช้งานในองค์กรก่อนหลังจากนั้นค่อยพัฒนาไปเป็นสินค้าสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป

 

จริงๆแล้วความคิดของ Blackberry ก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อยเพราะถ้าหากเรามองกลับไปในอดีตไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์, วิทยุ หรืออุปกรณ์ไฮเทคต่างๆส่วนใหญ่มักจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในองค์กรก่อนทั้งนั้นหลังจากนั้นถึงจะผลิตในจำนวนมากสู่ตลาด Consumer แต่ความโชคร้ายของ Blackberry อาจจะเป็นแค่มีบริษัทอีก 2 บริษัทที่ไม่คิดอย่างงั้นนั่นคือ Apple และ Google

 

Apple และ Google ต่างมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าใหม่ๆเพื่อตลาด Consumer ด้วยความเชื่อมั่นว่าการปฏิวัติเทคโนโลยีของวงการมือถือในยุคนี้จะมาจาก Consumer ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ใช้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ในขณะที่ทั้ง Apple และ Google พัฒนามือถือและระบบปฏิบัติการสำหรับตลาด Consumer ขึ้นมา Blackberry กำลังมุ่งมั่นอยู่กับการรักษาและพัฒนาฐานลูกค้าองค์กรของตนเองที่มีฐานผู้ใช้หลายสิบล้านคน โดยละเลยตลาด Consumer ที่จะมีฐานผู้ใช้กว่าพันล้านคนในอนาคต

 

Blackberry มองว่ามือถือมีไว้ใช้สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สำหรับ Apple มือถือคืออุปกรณ์ศูนย์รวมของความบันเทิง Iphone เกิดขึ้นมาพร้อมกับ App Store เปิดโลกใหม่ให้กับทุกๆคน ผู้คนเริ่มดูหนัง,ฟังเพลง,เล่นเกมส์และโหลดแอปบนมือถือหน้าจอใหญ่อย่าง Iphone หรือ Samsung Galaxy

การซื้อแอปผ่าน App Store ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบังคับให้แม้แต่แฟนพันธุ์แท้ของ Blackberry ก็ต้องหันไปใช้ iOS ของ Iphone หรือ Android เพื่อที่จะใช้ App Store/Play store ได้

 

ในขณะที่ Blackberry ยังคงยึดมั่นอยู่กับระบบ BBM บน Blackberry การเกิดขึ้นของ App Store ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนอย่างที่สองนั่นก็คือการมาของ Whatsapp ซึ่งทำให้ใครก็ตามที่มีสามารถส่งข้อความผ่านระบบไหนก็ได้โดยใช้แค่เบอร์โทรศัพท์เท่านั้น ต่างกับของ Blackberry ที่ทั้งผู้รับและผู้ส่งข้อความต้องเป็น Blackberry เท่านั้น

 

แม้ Whatsapp จะเปิดให้บริการใน Blackberry ด้วยในเวลาต่อมา และ Blackberry ก็พยายามปรับตัวไปทำมือถือจอใหญ่เช่น Blackberry 10 ในปี 2013 แต่ก็ดูเหมือน Blackberry มาปรับตัวก็เมื่อสายเกินไป ตอนนั้นระบบ Android ของ Google กินตลาดไปกว่า 75% แล้ว

 

นอกจากความผิดพลาดในเชิงแนวคิดและการปรับตัวแล้ว Blackberry ยังประมาทคู่แข่งเกินไปด้วยการยึดติดอยู่กับมือถือแบบเดิมๆ มีคียบอร์ดพลาสติกใหญ่ๆที่ดูโบราณในสายตาของผู้ใช้เมื่อเทียบกับ Iphone หรือ Samsung

 

ทุกคนตื่นเต้นเมื่อพูดถึง Iphone, Galaxy, Xperia แต่ต้องแอบงงเมื่อมาเจอมือถือชื่อ Priv หรือล่าสุด DTEK50 (ชื่อเหมือนสมัย Samsung ฝาพับไม่ก็ Nokia จอสีรุ่นแรกเลยอ่ะ)

โอเคมันอาจจะมีบางคนใช้หรือถึงกับชอบ แต่ก็ยังสู้กระแสของ Iphone ในตอนนั้นไม่ได้อยู่ดี

 

สำหรับ Blackberry การสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานลูกค้าเดิมนั้นเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน แต่การยึดติดโดยไม่ปรับตัวในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนั้นมันคนละเรื่องกัน

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่หนึ่งในบริษัทแรกๆที่เป็นผู้เริ่มต้นจุดตลาด Smartphone ให้มีชีวิตชีวากลับต้องกลายเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆเช่นกันที่ต้องพบกับจุดจบเพราะการปรับตัวที่ช้าไป

 

บริษัทที่ดีมักจะปรับตัวเก่งเสมออย่าง Apple เองในตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งมาเพื่อทำ Ipod หรือ Iphone ตั้งแต่แรก

หรือธุรกิจแรกของบริษัทอย่าง 3M ก็ไม่ได้เกิดมาทำ Post-it เลยแต่เริ่มต้นด้วยการทำเหมืองซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย

ดังนั้นประเด็นสำคัญของความสำเร็จอย่างยั่งยืนคงไม่ได้อยู่ที่เคยทำอะไรมาก่อนแต่อยู่ที่ว่าปรับตัวอย่างไรและหาโอกาสได้ไหมมากกว่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตะหาก

 

Source:

http://blogs.blackberry.com/2017/02/distinctly-different-distinctly-blackberry-our-partner-tcl-launches-blackberry-keyone-an-all-new-secure-android-smartphone/

https://www.theverge.com/2016/9/30/13119924/blackberry-failure-success

https://en.wikipedia.org/wiki/BlackBerry_Limited#Strategic_changes_and_restructuring_.282011.E2.80.93present.29

http://www.telegraph.co.uk/finance/newsbysector/mediatechnologyandtelecoms/electronics/10329499/The-rise-and-fall-of-BlackBerry.html

https://ca.finance.yahoo.com/blogs/insight/2011-rim-fell-earth-152926790.html

https://www.therecord.com/news-story/4120914-a-look-back-at-blackberry-s-history/