คว้าโอกาสรับผลตอบแทน ด้วยพอร์ต GGG (Next- Generation Global Growth) จัดเต็มหุ้นเติบโต+ควบคุมความเสี่ยง ส่องหาโอกาสท่ามกลางความผันผวน

ในห้วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนอย่างหนัก ผมเชื่อว่าทุกคนอยากจะหลับตา ปิดพอร์ต ตัดทุกสิ่งเพื่อไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่นักลงทุนควรทำคือการมองหาโอกาสตลอดเวลา เพราะโอกาสที่ดีที่สุดมักจะเริ่มต้นมาจากขาลงที่ผันผวนหนักนี่แหละครับ

ถ้าขาขึ้นมีจุดจบได้ ขาลงก็มีจุดจบได้เช่นกัน สำคัญคือพอตลาดหุ้นกลับมาเป็นขาขึ้น เราจะยังเติบโตกับเทรนด์ครั้งใหม่ได้ไหม? คงไม่มีใครอยากตกรถไฟในขาขึ้นครั้งใหม่แน่นอน

ในบทความนี้ผมเอาข้อมูลของกลยุทธ์การลงทุนแบบ Growth-Driven หรือหุ้นเติบโตมาฝากกัน แม้การเติบโตจะสร้างความผันผวน แต่ข้อมูลในอดีตนั้นพิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่า เพราะเมื่อขาขึ้นครั้งถัดไปกลับมาหุ้นจะเติบโตได้มากมาย

ความสำคัญ ณ ตอนนี้คือทำยังไงให้เติบโตได้และควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสม วันนี้ผมมีกรณีศึกษาและตัวอย่างเล็กๆของการจัดพอร์ต GGG หรือ Next Generation Global Growth มาให้ศึกษากันครับ

มาดูกันครับว่าในช่วงเวลาแบบนี้ เราควรจะลงทุนอย่างไร? และหุ้นเติบโตยังใช่กลยุทธ์ที่ถูกต้องหรือไม่? ถ้าใช่แล้วหลักการการลงทุนจะต้องทำยังไง?

หากท่านใดสนใจศึกษารายละเอียด ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ
https://finno.me/ggg-buffettcode

คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

หลายคนคงมีคำถามอยู่ในใจว่าในสถานการ์ณแบบตอนนี้ลงทุนในอะไรดี? มองไปทางไหนก็เจอแต่ความผันผวน การลงทุนหลายรูปแบบดูเหมือนจะใช้ไม่ได้เลยในช่วงเวลาปัจจุบัน

วันก่อนผมได้ร่วมฟังสัมมนาพอร์ตการลงทุน GGG หรือ Next Generation Global Growth ของ FINNOMENA ซึ่งทีมงานได้นำเสนอหลักการลงทุนที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือดูเหมาะสมกับสภาวะตลาดในตอนนี้มากๆ

พอร์ต GGG หรือ Next Generation Global Growth มีความน่าสนใจยังไง?

  • ลงทุนในหุ้นเติบโตเน้นๆ ในขณะที่ใช้โมเดลในการควบคุมความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผลคือลงทุนในหุ้นที่เติบโตสูง แต่ความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับแผนการลงทุนอื่นๆ
  • พอร์ตการลงทุนมีการกระจายการลงทุนทั่วโลกในประเทศที่มีการเติบโตสูงและอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมกะเทรนด์ เช่น สหรัฐฯ, เวียดนาม, จีน และอุตสาหกรรมเด่นๆอย่างพลังงานทดแทน,  Healthcare ,  Technology และบล๊อคเชน
  • เมื่อเปรียบเทียบความถูกแพงด้วยอัตราส่วน Price to Sales Ratio (P/S) พอร์ต GGG ถือว่ามีราคาถูกกว่าดัชนีที่มีหุ้นเติบโตชั้นนำอย่าง NASDAQ100 และกองทุน ARKK
  • ผลการ Backtest ที่น่าประทับใจ มีความผันผวนน้อยกว่าและผลตอบแทนมีเสถียรภาพกว่า
  • ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยของกองทุนในพอร์ตการลงทุนเฉลี่ยเพียง 1.25% และมี Total Expense ที่ 1.60% ถือว่าไม่สูงไม่ต่ำครับ สำหรับกองที่ลงทุนต่างประเทศ
  • เป็นกองทุนแบบถือยาวๆไม่เน้นจับจังหวะตลาด ปรับพอร์ตไม่เกินปีละ 2 ครั้ง

บทความวันนี้ผมจะขอสรุปตามความเข้าใจหวังว่าจะช่วยเป็นแนวทางการลงทุนสำหรับเพื่อนๆได้และทำให้เข้าใจการทำงานของพอร์ต GGG มากขึ้นครับ

การลงทุนหุ้นเติบโตคือโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในทุกสภาวะ

หากเราต้องการเปรียบเทียบว่าหุ้นประเภทไหนดีที่สุดในระยะยาว เราสามารถเปรียบเทียบได้ด้วยการเทียบหุ้นเติบโตกับหุ้นทั่วๆไป ซึ่งดัชนีที่เราเอามาเปรียบเทียบกันได้คือดัชนี MSCI World Growth และ MSCI World

จากภาพจะเห็นว่าดัชนี MSCI World Growth ให้ผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่า MSCI World ถึง 100 จุดในช่วงระยะเวลา 15 ปี โดยในช่วงระยะเวลาในกราฟครอบคลุมถึงวิกฤตปี 2008 และ 2020 ด้วย ซึ่งถ้าดูในช่วงเวลานั้นเราจะเห็นว่าหุ้นเติบโตก็ตกลงมาตามตลาดเช่นกัน แต่พอถึงช่วงเวลาที่ตลาดกลับตัวเป็นขาขึ้น หุ้นเติบโตก็กลับไปโตแรงแซงหุ้นทั่วๆไป

จากข้อมูลชุดนี้ทำให้สรุปได้ว่า การลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโตนั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นทั่วๆไปไม่ว่าในสถานะการตลาดแบบไหน ขาขึ้น หรือขาลง แต่มีข้อที่ต้องระวังคือความผันผวนที่หนักกว่าในระยะสั้น ทำให้หุ้นตกลงมารุนแรงกว่า ถ้าประสบการณ์การลงทุนของนักลงทุนไม่มากพออาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย (เรียกภาษาชาวบ้านว่าขายหมู) ในช่วงเวลาที่ตลาดเกิดความผันผวนสูงสุด

สถิติที่น่าสนใจของตลาดหุ้นในระยะยาว

ในมุมของสถิติ J.P. Morgan ได้สรุปไว้น่าสนใจมากๆครับ เขาบอกว่าวันที่สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดของตลาดคือช่วงเวลา 2 อาทิตย์หลังจากวันที่แย่ที่สุดเกิดขึ้น ซึ่งมาคิดๆดูมันก็ Make Sense เพราะว่าวันที่แย่ที่สุดคือวันที่ตลาดลงหนักๆนั่นแหละครับ หลังจากนั้น 2 อาทิตย์คือจังหวะที่ตลาดเด้งกลับมารวมไปถึงถ้าจุดนั้นเป็นจุดต่ำสุดของการลงรอบนั้นๆ ก็จะได้แรงส่งยกกำลัง 2 คือการกลับตัวเป็นขาขึ้นด้วย ดังนั้นถ้าเป็นการถือลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่ดีและมั่นใจว่ากำลังเติบโต สุดท้ายกำไรจากขาขึ้นครั้งใหม่จะช่วยทดแทนขาดทุนจากขาลงไปได้เอง

ดังนั้น Key สำคัญคือการอยู่รอดในตลาดหุ้นให้ได้ในช่วงขาลง (อย่าหมดตัว หรือหมดใจไปขายตอนจุดต่ำสุดของตลาดไปซะก่อน) และเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพมีการเติบโตที่เหมาะสมครับ

ด้วยเหตุผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ทำให้พอร์ตการลงทุน GGG เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ตรงนี้โดยเฉพาะ เดี๋ยวเรามาดูกันครับว่าพอร์ต GGG มีอะไรที่น่าสนใจในรายละเอียดบ้าง

นโยบายการลงทุนของพอร์ต GGG

พอร์ต GGG มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นเติบโตซึ่งแบ่งเป็น 4 ธีมด้วยกัน เป็นการลงทุนระยะยาวในหุ้นไม่น้อยกว่า 80% โดยเน้นควบคุมความเสี่ยงด้วย Minimum Volatility Optimization เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตแทนการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆเช่นพันธบัตร หรือหุ้นกู้ ตัวพอร์ตมีการบริหารที่ค่อนข้างเป็นอิสระมากกว่ากองทุนรวมทั่วๆไป กล่าวคือเน้นลงทุนในธีมแทนที่จะเป็นการยึดติดกับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ระดับความเสี่ยงของกองทุนในพอร์ตอยู่ระหว่าง 6-7 เท่า

ธีมทั้ง 4 ที่ GGG เน้นลงทุนคือ

1. Country Growth – เน้นประเทศที่กำลังเติบโต เศรษฐกิจอิงอยู่กับปัจจัยมหภาคต่ำ เช่นเวียดนาม จีน

2. Quality Growth – เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีธุรกิจที่มีความผันผวนต่ำสามารถเป็นเบาะรองรับในยามขาลงได้เช่นธุรกิจเฮลธ์แคร์เป็นต้น

3. Technology Growth – เน้นลงทุนในธีมที่มีการเติบโตสูงในเชิง Technology ทำหน้าที่เป็นตัวรุกของพอร์ต เช่นธุรกิจบล๊อคเชน

4. Sustainable Growth – เน้นหุ้นที่เติบโตอย่างยั่งยืน ในอุตสาหกรรมที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังสนับสนุนเช่นพลังงานทดแทน และรถไฟฟ้า

ความพิเศษของพอร์ตนี้นอกเหนือจากการเติบโตคือ ให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงมากๆ ถือว่าเป็นพอร์ตที่มีความสมดุลในหลายๆมิติ แต่หลายๆคนคงสงสัยใช่ไหมครับว่าการควบคุมความเสี่ยงเนี่ยเขาทำกันยังไง?

ควบคุมความผันผวนแบบอยู่หมัด ด้วยโมเดล Minimum Volatility Optimization

โมเดล Minimum Volatility Optimization หรือ MVL มีหน้าที่ควบคุมความผันผวนให้อยู่ในระดับต่ำ แทนที่จะเป็นโมเดลที่แสวงหาผลตอบแทน เพราะการลงทุนในหุ้นเติบโตเป็นการลงทุนที่เน้นผลตอบแทนอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่โมเดลต้องตอบโจทย์จึงเป็นการควบคุมความเสี่ยงมากกว่า

การทำงานของพอร์ต GGG เริ่มต้นที่การเลือกสินทรัพย์ลงทุนด้วยการวิเคราะห์เทรนด์การเติบโตระยะยาว โดยมี 4 ปัจจัยการเติบโตหลักคือ Country, Quality, Technology และ Sustainable หลังจากนั้นทำการหา Volatility Correlation หรือดูความสัมพันธ์ของแต่ละสินทรัพย์ว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่?

เพราะถ้าสินทรัพย์ 2 อย่างมีความสัมพันธ์กันในเชิงผลตอบแทน นั่นหมายความว่าสินทรัพย์ทั้ง 2 อย่างนั้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นหรือลงในทิศทางเดียวกัน การกระจายความเสี่ยงจะทำได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงที่ดีต้องหาสินทรัพย์ที่มี Volatility Correlation กันน้อยๆ

หลังจากนั้นจะมาผ่านโมเดล Minimum Volatility Optimization เพื่อหาจุดสมดุลว่ารับความเสี่ยงอย่างไร ลงทุนในสินทรัพย์ไหนจะมีความเสี่ยงเหมาะสมที่สุด เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวัง โดยตั้งเงื่อนไขว่าจะลงทุนไม่เกิน 10 กองทุน โดยกำหนดสัดส่วนสูงสุดของการลงทุนไว้ไม่เกิน 20%

หลังจากนั้นโมเดลจะทำการทบทวนสินทรัพย์ในพอร์ตทุกๆ 6 เดือนว่าธีมที่ลงทุนไปนั้นยังเติบโตได้ตามที่คาดหวังหรือไม่ สินทรัพย์ต่างๆมี Volatility Correration ที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า และสุดท้ายดูว่าสัดส่วนการลงทุนของกองทุนต่างๆยังอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม และให้ผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงตามที่คาดหวังหรือไม่?

ตัวอย่างการลงทุนของพอร์ต GGG มีการลงทุนในอะไรบ้าง?

พอร์ต GGG ลงทุนในกองทุนชั้นนำที่มีลักษณะการเติบโตและ Volatility Correlation ที่แตกต่างกัน 10 กองทุน โดยแต่ละกองทุนมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจนครับ อารมณ์เหมือนทีม All-Star รวมดาวกองทุนการเติบโตอะไรประมาณนั้นเลย

PRINCIPAL VNEQ สัดส่วน 20% – สุดยอดกองทุน Vietnam สุด Classic จากบลจ. Principal ลงทุนในหุ้นเติบโตในเวียดนาม และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษษฐกิจของเวียดนาม กองทุนลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 80% เน้นสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด

KFHHCARE-A สัดส่วน 20% – กองนี้ถือเป็นกองทุน Healthcare ที่มีความสมดุลระหว่างธุรกิจ Healthcare และนวัตกรรมเป็นอย่างมาก โดยมีทั้งผู้ผลิตยา ผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ และบริษัทซึ่งให้บริการด้านการดูแลสุขภาพและวิจัย กองทุนนี้กองเดียวถือว่าได้ลงทุนในกลุ่ม Healthcare ครบวงจร

P-CGREEN สัดส่วน 5% – ลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดของจีน จีนถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาด้านมลภาวะมากที่สุดในโลก และมีการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนมาก โดยจีนมี Dependency Ratio ในการนำเข้าน้ำมันสูงถึง 70% นั่นหมายความว่าถ้าวันใดเกิดปัญหาจากการนำเข้าน้ำมัน จะกระทบกับความมั่นคงของประเทศและเศรษฐกิจจีนอย่างหนักมาก ดังนั้นการลงทุนในพลังงานสะอาดของจีนคือตัวเลือกเดียวที่จะทำให้ปัญหามลภาวะหมดไป และมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหามากระทบด้านความมั่นคงของประเทศ

MRENEW สัดส่วน 17% – ลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนทั่วโลก และ Technologyพลังงานสะอาด ถือเป็นการลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในเมกะเทรนด์ที่ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก หุ้นในกลุ่มที่กองทุนลงทุนครอบคลุมถึง Ecosystem ของธุรกิจพลังงานสะอาดทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำเช่นผู้ผลิตชิป แผงวงจรหรือแบตเตอรี่ จนไปถึงปลายน้ำอย่างธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดเป็นต้น

BCAP-CTECH 10% – ลงทุนในหุ้น Technologyจีนผ่าน ETF ยอดนิยม 2 ตัวคือ KWEB และ CQQQ ทั้งสองตัวแม้จะลงทุนให้หุ้น Technologyจีนเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันคือ KWEB จะมีการถือหุ้นแบบ High conviction มากกว่า CQQQ KWEB ลงทุนในหุ้น 56 ตัว แต่ CQQQ ลงทุนในหุ้นสูงถึง 117 ตัว มีการกระจายความเสี่ยงมากกว่า

TMB-ES-STARTECH 5% – ลงทุนในหุ้นเติบโตประเทศจีนที่อยู่ในดัชนี Shanghai Stock Exchange Science and Technology Innovation Board 50 Index หรือหุ้นเทคดนโลยีที่ทำธุรกิจในเมืองจีนโดยเฉพาะ กลุ่มหุ้นที่ลงทุนครอบคลุมถึงหุ้นพลังงานสะอาด หุ้น Healthcare  หุ้นขนส่งเป็นต้น กองทุนนี้จะโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ถือว่าเป็นกองทุนที่มาช่วยสร้างสมดุลกับกองทุน BCAP-CTECH ที่มีความเป็น Technologyสูงกว่า

ASP-DIGIBLOC 5%- ลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Technologyบล๊อคเชน หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม Cryptocurrency กองทุนนี้ผมมองเป็นการลงทุนแบบอ้อมๆในอุตสาหกรรม Blockchain

LH-CYBER 6% – ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cyber Security เพื่อป้องการการโจมตีจาก Cyber Attack เช่นการโจมตีของ Ransomware และการถูกจู่โจมอย่างที่ Toyota เพิ่งโดนไปไม่นานมานี้ กลุ่ม Cyber Security ถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้ประโยชน์มหาศาลจากเม็ดเงินลงทุนของบริษัททั่วโลก เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าจะถูกโจมตีเมื่อไหร่ ดังนั้นการลงทุนให้มากไว้ก่อนคือสิ่งที่บริษัททำได้ดีที่สุด พอเป็นแบบนี้กองทุนที่ลงทุนเกี่ยวกับ Cyber Security ก็ได้ประโยชน์

UHERO 6% – ลงทุนในกลุ่ม E-Sport และ Gaming ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตสูงสุดๆ และเป็นเทรนด์ที่มีพัฒนาการที่ได้ประโยชน์จากการมาของ Metaverse ด้วย ในขณะเดียวกันหุ้นหลายๆตัวในกลุ่มนี้ราคาไม่แพงมาก หุ้นบางตัวเป็นหุ้นที่ Berkshire Hathaway บริษัทของ Warren Buffett เข้าลงทุนด้วยเช่น Activision Blizzard ที่สุดท้ายโดย Microsoft ซื้อกิจการไป

KKP SEMICON-H 6% – ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Semiconductor หรือผู้ผลิตวงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิปต่างๆรวมไปถึงผู้ผลิตเครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิปด้วย กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่เป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรม Artificial Intelligence  หรือปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกำลังเข้าสู่จุด Tipping point ที่กำลังจะโตอย่างรุนแรงจากการที่ธุรกิจทั่วโลกหันไปใช้ระบบคอมพิวเตอร์ พยายามลดคน และใช้ Technology มากขึ้น

สรุปในภาพรวมจะเห็นว่าการลงทุนในพอร์ต GGG เพียงพอร์ตเดียวจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในกระแสเมกะเทรนด์ทั่วโลก พอร์ต GGG สามารถใช้งานเป็นพอร์ตหลักสำหรับการลงทุนสำหรับคนที่ชื่นชอบลงทุนแบบ Growth Driven ได้ดีมากๆ เป็นการสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว ในขณะที่ความผันผวนต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนที่มีกลยุทธ์เน้นการเติบโตทั่วๆไป

พอร์ต GGG เหมาะสมกับนักลงทุนแบบไหน?

  • ในมุมของผม ผมว่าพอร์ต GGG เหมาะกับนักลงทุนสายเติบโตมากๆ เพราะการลงทุนทั้งหมดของพอร์ตล้วนแล้วแต่เป็นกองทุนที่เน้นการเติบโต ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 80%
  • เหมาะกับคนที่กำลังมองหาพอร์ตการลงทุนหลัก Core-Port อยู่ เพราะส่วนใหญ่แล้วกลยุทธ์ของ Core-Port ส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนผสมบ้าง กองทุนที่เน้นความเสี่ยงต่ำบ้าง ไม่ค่อยเจอกองทุนที่เป็นกองทุนสายเติบโตและเหมาะกับการเอามาเป็น Core-Port เหมือน GGG
  • พอร์ต GGG ยังมีนโยบายในการมุ่งเน้นควบคุมความเสี่ยงและความผันผวนที่ดีกว่าพอร์ตการลงทุนที่เน้นเติบโตทั่วๆไปด้วย ทำให้การลงทุนในพอร์ต GGG ถือว่ากินอิ่มนอนหลับ สบายใจให้ความรู้สึกของความสมดุลในทุกช่วงเวลา
  • ซึ่งการกระจายความเสี่ยงนั้นยังเป็นการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและสามารถเติบโตตามเมกะเทรนด์ในอนาคต ถ้าเป็นนักลงทุนที่ชื่นชอบการเติบโตในอนาคตพอร์ต GGG มีการให้ผลตอบแทนลักษณะคล้ายๆกอง Technology ของ ARK แต่ความผันผวนน้อยกว่า
  • พอร์ต GGG เน้นสร้างความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงให้เหมาะสมตลอดช่วงเวลา โดยมีการปรับพอร์ตประมาณ 6 เดือนครั้ง ถือว่าครบจบเรื่องความสมดุลในหลายๆด้าน
  • คาดหวังที่จะลงทุนในกองทุนที่มีระดับความเสี่ยง 6-7 เท่า

สรุปในภาพรวมถือว่าเป็นพอร์ตการลงทุนที่เน้นเอาไว้เป็นพอร์ตการลงทุนหลักสำหรับนักลงทุนที่ชอบเรื่องการเติบโตแหละ สำหรับนักลงทุนประเภทอื่นๆที่อาจจะเน้นปันผล หรือเน้นไม่เสี่ยง สามารถเอาพอร์ต GGG เป็นตัวเสริมด้านการเติบโตได้ด้วยครับ

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในพอร์ต GGG

  • พอร์ต GGG ต่างกับ TOP5 ของ Finnomena อย่างไร? พอร์ต GGG มีความผันผวนมากกว่าเล็กน้อยเพราะเน้นการเติบโตแบบเต็มๆ ในขณะที่ TOP5 จะมีกองทุนประเภท Infrastructure อยู่ในนั้นด้วย
  • ต่างกับกองทุน Technologyอื่นๆยังไง? พอร์ต GGG มีความผันผวนที่ต่ำกว่ามาก หากเปรียบเทียบด้วย Standard Deviation พอร์ต GGG มี Standard Deviation ที่ 14.9% เทียบกับ ARKK ที่ 39.2% ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (ที่มา: Finnomena, Bloomberg ข้อมูลวันที่ 18/2/2022)
  • มีการลงทุนโดยมองในมุมของธีม คุณภาพของสินทรัพย์ และแบ่งตามภูมิภาคและประเทศ มองหลายมุมมากๆ
  • มีอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนต่ำเช่น Healthcare  รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่มีความเป็นวัฏจักรเช่น Semiconductor
  • การลงทุนในประเทศหลักๆของพอร์ต GGG คือสหรัฐฯ 37.1% จีน 22% เวียดนาม 19% ญี่ปุ่น 2.5% และอื่นๆ 19.4%
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมหลักๆของพอร์ต GGG คือ Information Technology 29.2%, Healthcare 20.4%, Communication Services 9.7%, Industrials 8.1% และอื่นๆ 32.6%
  • กองทุนในพอร์ต GGG มีค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่ 1.25% และมี Total Expense ที่ 1.6%
  • เงินลงทุนแนะนำเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท ถือว่าไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับบริการจัดพอร์ตที่ได้ และผู้ให้บริการอื่นๆครับ

ด้วยสถานการณ์ความผันผวน ณ ปัจจุบัน สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือการมองหาสินทรัพย์ หุ้น กองทุนหรือพอร์ตที่เชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้ในระยะยาว โดยที่ความผันผวนของสินทรัพย์นั้นๆไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากจนเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วสุขภาพพอร์ตการลงทุน ควรจะต้องมาพร้อมกับสุขภาพจิตที่ดีด้วย ได้ผลตอบแทนมาแต่สุขภาพย่ำแย่ อาจไม่ใช่เป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ผมอยากแนะนำให้เพื่อนๆซักเท่าไหร่ ดังนั้นความสำคัญคืออย่าลืมเลือกเฟ้นการลงทุนที่เหมาะกับตัวเรา และเงื่อนไขชีวิตของเราให้เหมาะสมด้วยครับ

ขอให้โชคดีมีกำไรและสุขภาพดีกันทุกคนครับ

สนใจศึกษารายละเอียด ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ
https://finno.me/ggg-buffettcode

คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมและผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต