หลักการวิเคราะห์หาหุ้นเติบโตให้ได้กําไร 100%

การวิเคราะห์หุ้นเติบโต

นี่อาจจะเป็นรอบที่ 3 หรือ 4 ที่ผมมาแชร์เรื่องการเลือกหุ้นเติบโต แต่ทุกๆครั้งก็รู้สึกว่ามีเรื่องใหม่ๆให้เขียนให้เรียนรู้ได้ตลอด เพราะหุ้นเติบโตส่วนใหญ่ก็มีหลากหลายแบบมากๆ และไม่ใช่ทุกครั้งที่การซื้อหุ้นเติบโตจะทำกำไรเสมอไป ไปซื้อตอนมันพีคก็ดอยเน้นๆนะครับ

วันนี้จะขอเน้นวิธีการวิเคราะห์เลือกหุ้นที่เติบโตเร็วๆ เรียกว่าซื้อแล้วหวังกำไร 100% ขึ้นไปได้ ถ้าอยากได้หุ้นแบบนี้ ต้องวิเคราะห์ยังไง? หลักๆผมคิดว่ามีอยู่ 7 คุณสมบัติด้วยกัน จริงๆมีข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้หุ้นขึ้นไปเยอะๆได้แล้ว แต่ยิ่งมีคุณสมบัติตามที่ผมเขียนเยอะ โอกาสที่จะขึ้น 100% ได้ก็มีสูงขึ้น

โตทุกมิติ

หุ้นเติบโตทุกตัวมีการเติบโต แต่ตัวที่จะโตได้เยอะๆถึงระดับ 100% นั้นอาจจะต้องวิเคราะห์ เจาะลึก และแยกกลุ่มมากกว่านั้น เท่าที่ผมสังเกต หุ้นเติบโตที่โตแบบ 100% มักจะมีคุณสมบัติของการเติบโตแบบ “ทุกมิติ”

ทุกมิติในที่นี้คือไม่ใช่แค่เติบโตในเชิงของกำไร แต่รายได้ก็โต อัตราการทำกำไรสูงขึ้น ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงขึ้น สถานะการเงินดีขึ้น หนี้น้อยลง เงินสดมากขึ้น และอาจจะมีการจ่ายปันผลสูงขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆคือ หุ้น TSLA ที่เมื่อ 2-3 ปีก่อนสถานะการเงินย่ำแย่ บริษัทจะขนาดสภาพคล่องวันไหนไม่รู้ ในวันนั้นให้มีนวัตกรรมขนาดไหนตลาดก็ไม่สนใจ จนวันนึงเปิด Gigafactory ได้ เริ่มส่งรถได้ เริ่มเห็นกำไรที่เติบโตจากปกติที่ขนาดทุนอย่างหนัก หุ้นก็ดีดขึ้นอย่างรุนแรง

ดูหุ้นเติบโตจุดนี้สำคัญมาก เพราะหุ้นเติบโตบางตัวโตไปตาย ยิ่งโตยิ่งต้องลงทุนสูงขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น ตัวบริษัทเองไม่ได้มีข้อได้เปรียบคู่แข่ง ยิ่งเวลาผ่านไปความเสี่ยงยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆทับถมกันไป แบบนี้ถึงกำไรโต บางทีราคาหุ้นอาจจะไม่ได้โตตามกำไร เพราะความเสี่ยงที่กำลังตามมานี่เอง

การดูการเติบโตถ้าเอาแบบง่ายที่สุดก็ดูในหน้าของ SET เลยครับ จะมีตั้งแต่ รายได้ กำไร อัตราการทำกำไร ROE ROA เงินปันผล ผมแปะลิงค์ตย.ของหุ้น TQM ไว้ให้นะครับ เห็นชัดดี จาก 21 ไป 140

https://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=TQM&ssoPageId=5&language=th&country=TH

https://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=TQM&ssoPageId=3&language=th&country=TH

ระยะสั้นไม่โต แต่ระยะยาวยังโต

อันนี้ยกตัวอย่างง่ายๆเลย หุ้นค้าปลีกอย่างพวก CPALL หรือ HMPRO เมื่อ 5-10 ปีก่อนเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ เพราะหุ้นเหล่านี้มี Business ที่แข็งแกร่ง แถมยังเป็นผู้นำตลาดในตลาดของตนเอง เจอกับปัญหาชั่วคราวที่ทำให้หุ้นราคาตก แต่ก็ตกได้ไม่นานก็กลับขึ้นมาใหม่ เจอหุ้นดีๆแบบนี้แต่เจอปัญหาชั่วคราว แบบนี้ถือเป็นโอกาสในการลงทุนนะครับ

ตัวอย่างที่น่าสนใจในเคสนี้ขอนำเสนอ MINT เลยครับ ปีที่แล้วเจอไปหนัก แม้ผลประกอบการยังไม่กลับมาแต่ราคาหุ้นกลับมาเรียบร้อยแล้ว 14 บาทช่วง COVID ยังขาดทุนอยู่เลยตอนนี้แต่ราคาตลาดวิ่งไป 30 แล้ว จากที่เคยสูงสุดแถวๆ 44 บาท

https://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=MINT&ssoPageId=5&language=th&country=TH

หุ้นนอกสายตาไม่มีใครสนใจ 

อันนี้เล่นยากกว่า 2 อันบนหน่อยเพราะต้องใช้เวลาและพลังในการค้นหานิดนึง ส่วนใหญ่หุ้นนอกสายตามักจะมีผลประกอบการที่ดีแบบเรื่อยๆ ไม่หวือหวามาก ขนาดหุ้นก็ไม่ได้ใหญ่ถึงขนาดสถาบันจะเข้าไปลงทุน โตสไตล์แบบไปเรื่อยๆ แต่วันนึงดันมีธุรกิจใหม่เข้ามา หรือธุรกิจเดิมถึงจุดที่สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ หรือถึงจุดที่หุ้นเข้าสู่ภาวะคุ้มทุน หุ้นก็วิ่งเป็นหลายๆเด้งได้เลย และหลายครั้งวิ่งสวนตลาดด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือหุ้นที่ทำธุรกิจให้ข้อมูลแบบ BOL หุ้นดี ปกติไม่ได้หวือหวามาก แต่พอมาทีนี่ ขึ้นจนต้องร้องขอชีวิต

นอกจาก BOL แล้วผมว่า JMT ก็ดูเป็นหุ้นนอกสายตาไม่แพ้กันครับ ใครจะคิดว่าจาก Market Cap 9000 ล้าน 3 ปีผ่านมาไป 46000 (ในกรณีของ JMT คือหุ้นมีการตัดจำหน่ายต้นทุนไปมากแล้ว ที่เหลือคือรับรู้รายได้เต็มๆกำไรเลยโตโหดมาก) 11 บาทช่วง COVID วิ่งไป 47 แล้วววว

https://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=JMT&ssoPageId=5&language=th&country=TH

ขนาดใหญ่ นักลงทุนสถาบันซื้อง่าย 

อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ในการอ่านใจผู้จัดการกองทุนหน่อยว่ามองหุ้นกลุ่มไหน แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นท่าที่เล่นง่ายกว่าคือ หาหุ้นเติบโตที่มีขนาดของหุ้นใหญ่ประมาณนึง มีการเติบโต แต่อาจจะเพิ่ง IPO เข้ามา กองทุนยังไม่ได้ถือเยอะ หรือกำลังมีแผนเข้า MSCI SET100 SET50 อะไรแบบนี้ ก็จะเป็นตัวช่วย Drive ราคาหุ้นให้ขึ้นแรงได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆคือ OR ที่เป็นหุ้นใหญ่แล้วสุดท้ายสถาบันก็เข้าไปดัน อารมณ์หุ้นตัวนี้ต้องมีทุกกอง 555

เคสนี้ผมว่า GULF เข้าข่าย เข้าตลาดมาปุ๊ปวิ่งๆๆๆ ของมันต้องมีกันทุกกองทุน 10 บาทวิ่งไป 38

https://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=GULF&ssoPageId=5&language=th&country=TH

การจะดูว่าหุ้นตัวไหนมีกองทุนไหนถือบ้างเข้าไปดูได้ที่ www.finnomena.com/stock จะมีบอกไว้ด้านล่าง (ต้องสมัครสมาชิกก่อนนะ)

มี Story การเติบโตที่ชัดเจน

ตลาดหุ้นชอบความชัดเจน ดังนั้นหุ้นที่มีแผนการเติบโตที่ชัดเจนมักจะได้ Premium ในราคาหุ้นเสมอ ตรงนี้ต้องคอยตามข่าวหน่อย Story มันจะประมาณว่า กำลังวางแผนเติบโต xx% ทำธุรกิจ xx แต่ยังไม่บอกรายละเอียดมาก แล้วอยู่มาวันนึงแผนชัดเจนขึ้นมา รูปแบบรายได้และกำไรชัดเจนขึ้นมาก บางทีไม่ต้องรอให้กำไรมาโผล่ในงบหุ้นก็ขึ้นไปรอแล้ว ที่เห็นชัดมากๆในตลาดคือหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่แค่ประมูลได้หุ้นก็วิ่งกระจาย หรือกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่แค่ได้โครงการมายังไม่ทันเริ่มทำ หุ้นก็วิ่งแล้ว Key ของข้อนี้คือต้องซื้อตอนที่การเติบโตยังไม่ชัดเจนถึงจะมีโอกาสขึ้นไปเยอะๆในเวลาอันสั้น

ตัวนี้ขอยกให้ ICHI มึนๆงงๆมา 3-4 ปี มาชัดเจนเอาปีที่ผ่านมา น้ำด่าง ขวดเล็ก อินโด กัญชา ตอนนี้มาหมด จาก 2 บาทมา 13 ครับ

https://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=ICHI&ssoPageId=5&language=th&country=TH

เว็บที่ผมว่าหาข้อมูล Story หุ้นได้ง่ายที่สุดแล้วคือ www.thaivi.org แล้วเข้าไปในเว็บบอร์ดนะครับ อันนี้ต้องสมัครสมาชิกรายปีถึงจะดูได้ครับ ราคาหลักพัน คุณภาพหลักล้าน ใครเล่นหุ้นจริงจังผมแนะนำให้ไปสมัครเถอะครับ

หาข้อมูลง่าย ไม่ทำตัวลึกลับ 

หนึ่งในหุ้นที่ผมเกลียดที่สุดคือพวกทำตัวลึกลับ ไม่ให้ข้อมูลกับผู้ถือหุ้น แต่เป็นบริษัทในตลาดหุ้น พอข้อมูลหายาก การจะประเมินการเติบโตของหุ้นก็ยากตาม ทำให้มีความเสี่ยงสูง หุ้นกลุ่มนี้บางทีผมผ่านไปเลย หุ้นดีๆมักจะมีการสื่อสารแผนการเติบโต ผลประกอบการที่ชัดเจน และโปร่งใสมากๆ มีประชุมนักวิเคราะห์ก็เอาข้อมูลมาลงไว้ในเว็บไซต์เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปได้รับรู้ด้วย จากประสบการณ์ส่วนตัว หลายๆครั้งหุ้นที่โตเป็น 100% ขึ้นไปไม่ต้องมีวงในก็หาได้ครับ แค่ต้องขยันหาข้อมูลหน่อย หุ้น IPO หลังๆมักจะมีการให้ข้อมูลที่ดีแทบทุกตัว จะมีบางตัวที่อยู่มานาน MD&A เขียนก็เหมือนไม่เขียน โทรไปหา IR ไม่มีใครรับ แบบนี้ก็อยู่ห่างๆดีกว่าครับ

อันนี้ตัวอย่างง่ายๆก็เช่นบริษัทที่มา Oppday เป็นประจำ เช่น SNC หรือ PSL ครับ ผลงานดีไม่ดีแต่ก็มาตลอด

สัญญาต้องเป็นสัญญา 

ข้อนี้ผมให้น้ำหนักมากที่สุดในการเลือกหุ้น คือสิ่งที่ผู้บริหารพูดออกมาต้องให้น้ำหนักได้ ไม่ใช่ให้ข้อมูลเยอะแต่ดันผิด คำพูดต้องฟังดูมีเหตุผล มีหลักการ ไม่ใช่มีแต่คำสัญญา แต่ไม่มีวิธีมาอธิบายว่าจะทำยังไง และสำคัญที่สุดคือเมื่อพูดมาแล้ว ต้องทำได้ เช่นถ้าบอกว่าโต 20% ก็ควรจะออกมา 18-22% ไม่ใช่ออกมา 10% หรือไม่โต แบบนี้อันตรายมากต้อง Red Flag

หุ้นที่ผู้บริหารให้ข้อมูลการเติบโตที่ตรงและชัดเจน ผลประกอบการออกมาดีมักจะได้ Premium จากตลาด และทำให้หุ้นมี P/E หรือ EV/EBITDA สูงๆได้เมื่อเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

อันนี้ขอยกตัวอย่าง STA รอบล่าสุดครับ พูดแบบไหนก็เป็นแบบนั้น ชัดเจน แม้อยู่ในอุตสาหกรรมที่คาดเดายากเพราะราคามันเหวี่ยงแต่ก็ถือว่าออกมาตรงตามที่พูดอยู่

https://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=STA&ssoPageId=5&language=th&country=TH

สรุป

เพราะการเติบโตแบบ 100% ในระยะเวลาอันสั้น บางทีพึ่งแค่ผลประกอบการอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ ต้องพึ่งการให้น้ำหนักในมุมอื่นๆด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมสรุปออกมาเป็นข้อๆให้เพื่อนๆว่ามันมีมุมไหนอยู่บ้างในการลงทุน

ต้องยอมรับว่าแม้ผลประกอบการเป็นตัว Drive ราคาหุ้นเป็นหลัก แต่มันก็จะมีสถานการณ์ที่ความคาดหวังมีอำนาจเหนือผลประกอบการ ขึ้นอยู่กับประเภทของหุ้น และช่วง Cycle ของตลาดแบบที่บอกไป ดังนั้นถ้าอยากลงทุนแล้วให้ได้ผลตอบแทนสูงๆแบบระดับ 100% ก็ต้องพยายามให้ได้หุ้นSpec ใกล้เคียงตามนี้ให้ได้มากที่สุดครับและสุดท้ายเนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ผมว่าหน้าที่ของนักลงทุนคือการทำยังไงให้โอกาสรับผลตอบแทนมันสูงกว่าความเสี่ยงให้มากที่สุด เพราะจะทำให้โอกาสกำไรมีสูง โอกาสขาดทุนมีน้อย แต่โอกาสที่จะไม่ขาดทุนเลยนั้นผมว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นแม้จะคาดหวังผลตอบแทนระดับ 100% แต่ก็ต้องไม่ลืมความจริงข้อนี้ด้วยนะครับ

ชอบสรุปข้อมูลหุ้นอ่านง่ายแบบนี้ ไม่พลาดหุ้นเด็ด อย่าลืมกด Like Page Facebook Buffettcode กันไว้นะครับ