สรุป Q&A กับ Howard Marks – หุ้นยังไม่ Bubble เตือนโมเดลการเงินอาจใช้ไม่ได้เพราะหนี้สูงมาก สัญญาณหุ้นขาลงคือการที่คนไม่สนเรื่องราคาแล้ว ทำไมคนเจ๊งหุ้นหมดตัวด้วยการถือหุ้นที่ดีที่สุดในสหรัฐฯ ยอมรับใจแคบไป Bitcoin อาจมีมูลค่าจริง

Howard Marks

วันหยุดยาวๆทั้งที อาทิตย์นี้ผมได้ฟัง Podcast อันหนึ่ง เป็นสัมภาษณ์ Howard Marks เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในหลายๆมุมเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง Howard ได้พูดถึงแนวคิดว่าตอนนี้ตลาดหุ้น Bubble แล้วหรือยังไว้ด้วย? น่าสนใจมากๆครับผมสรุปมาให้ทั้งหมด 24 ข้อ อ่านง่ายๆ (รึเปล่าหว่า 555) ผิดพลาดตรงไหนขออภัยไว้ด้วยนะครับ

  1. การถือธุรกิจที่ดี ทำกำไรได้ตลอดทั้งในช่วงเวลาที่ดีและแย่มันไม่มีอีกแล้ว ทุกธุรกิจมีโอกาสโดน Disrupt ทั้งสิ้น เราอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆตลอดเวลามากกว่าในอดีตที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างเท่าไหร่นัก กลยุทธที่ปลอดภัย ความเสี่ยงต่ำไม่มีอีกแล้ว
  2. การเลือกลงทุนในบริษัทต้องคำนึงถึงการถูก Disrupt ให้มาก นี่เป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยนึกถึงกันในอดีต เช่นธุรกิจหนังสือพิมพ์เคยเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมาก่อน ตอนนี้เป็นธุรกิจที่แค่เอาชีวิตให้รอดก็เหนื่อยมากแล้ว
  3. กลยุทธการลงทุนที่ดีที่สุดนั้นไม่มี เพราะ Howard Mark รู้จักคนที่ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จโดยใช้กลยุทธแตกต่างกันมากมาย แต่ลักษณะนิสัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จนั้นมีอยู่จริง คนที่เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักจะ เป็นคนที่ทำการบ้านหนักมาก มีความคาดหวังในตนเองสูงทำให้พัฒนาตนเองตลอดเวลา เฉลียวฉลาด ไม่ถูกยึดติดด้วยอารมณ์อันนี้สำคัญมาก เป็นคนขี้สงสัย ช่างสังเกต และส่วนใหญ่มักจะรู้กว้าง มีความรอบรู้
  4. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนก็ไม่มีเช่นกัน Howard Mark เขียนหนังสือชื่อ The most important thing Illuminated แต่ละบทเริ่มต้นด้วย “The Most Important Thing is …” พูดถึงแต่ละเรื่องต่างๆกันไป Howard Mark เคยไปหาลูกค้าแล้วบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือห้ามเสียเงิน สิ่งสำคัญที่สุดคือซื้อให้ถูก สิ่งสำคัญที่สุดคือโอกาสทำกำไร … เออจริงๆแล้วก็เลยรู้สึกว่ามันมีหลายอย่าง ในหนังสือก็เลยเขียนหลายเรื่อง แต่ถ้าสังเกตดีๆ บทที่เกี่ยวกับความเสี่ยงมีถึง 3 บทด้วยกัน
  5. การทำกำไรในตลาดขาขึ้นนั่นไม่ยาก และส่วนใหญ่ตลาดก็มักจะเป็นขาขึ้น ความสำเร็จของนักลงทุนจริงๆอยู่ที่การเข้าใจว่า โอกาสทำกำไรตรงหน้ามันคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ในยามตลาดไม่ดี (Superior Risk-adjusted returns) ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ต้องเข้าใจความเสี่ยงเป็นอย่างดี สามบทเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เขียนในหนังสือคือ Understanding Risk, Idetifying Risk และ Managing Risk ความสำเร็จขั้นสูงสุดของนักลงทุนคือการที่แทบไม่ต้องรับความเสี่ยงเลย หรือรับน้อยมาก แต่สามารถทำผลตอบแทนสูงๆหรือเท่าๆกับคนที่รักความเสี่ยงสูงได้
  6. การกระจายความเสี่ยงไม่ใช่ เวทมนตร์ … การกระจายความเสี่ยงมาจากแนวคิดที่ว่า ถ้าคุณไม่มี Position ใหญ่หนักๆเลย คุณไม่มีทางขาดทุนหนักๆได้ สำหรับ Howard Mark มันคือการป้องกันพอร์ตจากความ “ไม่รู้” ของตัวเราเอง ในการลงทุนนักลงทุนเก่งๆจะลงน้ำหนักกับสิ่งที่เขารู้มาก ถ้าคุณลงทุนในหุ้น 10 ตัว 50 ตัว หรือ 100 ตัว คุณกำลังลดค่าความได้เปรียบจากของความรู้ของคุณลง การกระจายความเสี่ยงคือการแลกโอกาสการทำกำไรกับการลดความเสี่ยง ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ได้ลดความเสี่ยงได้จริงถ้าคุณไม่ได้เข้าใจสิ่งที่คุณลงทุนอยู่ แต่โอกาสการทำกำไรคือลดไปแล้วแน่นอน
  7. ตลาดหุ้นมี Cycle ฤดูของมันอยู่ สำหรับนักลงทุนมันคือการ ใส่เสื้อขนเป็ดออกไปซื้อของตอนฤดูหนาว ใส่กางเกงขาสั้นเมื่อออกไปซื้อของในหน้าร้อน การขาดทุนหรือลงทุนผิด Cycle ก็เหมือนการใส่เสื้อขนเป็ดออกไปซื้อของในหน้าร้อน ความคิดของคนมีผลกับตลาดหุ้นมาก การมองโลกในแง่ดีต่อๆกัน ทำให้คนกล้าซื้อของกล้าจับจ่าย เศรษฐกิจก็ดีขึ้น พอมีคนมองโลกในแง่ลบมากขึ้นทุกคนไม่กล้าจับจ่าย การเติบโตของเศรษฐกิจก็ยากขึ้น คนจะซื้อหุ้นก็ไม่กล้าซื้อ โอกาสที่หุ้นจะลงก็มีเยอะ
  8. ตลาดหุ้นตอนนี้กำลังอยู่ในฟองสบู่หรือไม่? Howard Mark คิดว่าไม่ ตอนนี้เราอยู่ใน Market Cycle ที่ไม่ปกติ Cycle รอบนี้ไม่ได้เกิดจากความโลภหรือความกลัวแบบสุดๆของคน ซึ่งปกติแล้วตลาดหุ้นจะขึ้นและลงตามความคาดหวังของเศรษฐกิจว่าจะดีหรือไม่ดี ตลาดหุ้นวิ่งตามข้อมูลและความคาดหวังในทิศทางเดียวกัน แต่ตอนนี้มันวิ่งไปคนละทาง เศรษฐกิจยังไม่ดี แต่ตลาดหุ้นดีมากๆ ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ FED ที่ทำให้ตลาดหุ้นดีมากๆตั้งแต่ปีที่แล้ว นี่มันไม่ธรรมชาติ
  9. P/E ของตลาดอิงอยู่บนอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดคือ Treasury Bill 30 วัน ซึ่งตอนนี้ให้ผลตอบแทนใกล้ 0% พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ให้ผลตอบแทน 1.6% อัตราดอกเบี้ยตอนนี้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้น P/E จะสูงขึ้นโดยธรรมชาติ P/E ในตอนนี้สะท้อนผลกำไรของบริษัทในปี 2020 ซึ่งไม่ปกติดังนั้นมันจะดูสูง ตอนนี้ P/E ของ S&P500 น่าจะอยู่แถวๆ 20-21 เท่า ตอนปี 2000 มันอยู่ที่ 32 เท่า ดังนั้น Howard Mark จึงคิดว่ายังไม่ Bubble
  10. สัญญาณอะไรที่จะบอกว่าขาขึ้นใกล้ถึงจุดจบแล้ว? จุดที่คนเริ่มพูดว่า “หุ้นตัวนี้มันดีมาก ราคาเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร” คนพูดแบบนี้เยอะมากในปี 1999 พวกเขาบอกว่า “Internet จะเปลี่ยนโลก บริษัท E-commerce ราคาเท่าไหร่ซื้อไปก็กำไร” ตอนนั้นบริษัทไม่มีกำไร บางบริษัทไม่มีแม้แต่รายได้ ตอนนั้นคนไม่วัดด้วยรายได้แต่ไปวัดด้วยจำนวนคนดู หรือสมาชิกแทน ในปี 1969 เมื่อ Howard Mark เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ คนพูดถึงหุ้น Nifty 50 ว่าเป็นหุ้นที่ดีมาก ราคาไม่มีทาง Overprice … ถ้าซื้อหุ้นตอนวันที่ Howard Mark เข้าทำงานในปี 1969 นั้น หลังจากนั้น 5 ปี คุณจะเสียเงินของคุณเกือบทั้งหมดด้วยการลงทุนในหุ้นที่ดีที่สุดในอเมริกา
  11. เป้าหมายเดียวของการลงทุนคือการซื้อหุ้นในราคาที่ตำ่กว่าความเป็นจริง ซึ่งนั่นหมายความว่าคืนขายให้คุณต้องยอมขายให้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน ดังนั้นเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้คนเหล่านั้นยอมขายหุ้นในราคาที่ตำ่กว่าความเป็นจริง? ความกลัว … ความผิดหวัง … ความตกใจ … ความซึมเศร้า หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ดีที่สุดคือคุณต้องประเมินให้ได้ว่าคนในตลาดกำลังรู้สึกยังไง? ซึ่งก็ดูได้ด้วยการสังเกตเหตุการณ์ต่างๆเช่น หุ้นเข้า IPO เยอะไหม? เข้ามาแล้วราคาซีลลิ่งเลยรึเปล่า? กองทุนขายดีไหม? คนทั่วๆไปเริ่มพูดถึงแต่เรื่องหุ้นกันหรือยัง? ทุกคนพูดแต่เรื่องได้กำไร? มีคนเล่น Option, Blocktrade หรือใช้เงินกู้ Margin เยอะมั้ย? สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พอจะบ่งบอกได้ว่าตลาดหุ้นกำลัง “ร้อนแรง” หรือไม่
  12. หุ้น P/E สูงๆไม่ได้แย่เสมอไปถ้าหุ้นตัวนั้นคู่ควร การจะรู้ว่าคู่ควรหรือไม่ คือการเข้าใจธุรกิจของหุ้นตัวนั้น ในกรณีของหุ้นเทคโนโลยี ผมไม่รู้หรอก ในปี 1969 ผมก็เคยคิดว่า IBM และ Xerox ดูไม่มีวันตาย … ซึ่งก็เหมือนกับการที่ Amazon กับ Google ดูแข็งแกร่งมากๆจนไม่มีวันแพ้ในวันนี้ สิ่งสำคัญคือต้องเล็งให้ดีไม่ใช่สาดกระสุนมั่วๆ และต้องไม่เอาอดีตมาเป็นตัวเปรียบเทียบกับหุ้นที่เป็นอนาคต
  13. บางครั้งหุ้นมันก็ถูกเพราะเหตุผลของมัน แต่บางครั้งมันก็ดูไม่สมเหตุสมผล หน้าที่ของคุณในฐานะนักลงทุนคือการทำความเข้าใจความแตกต่างของสองสิ่งนี้ ผมมั่นใจมากๆว่าตลาดไม่ได้ถูกเสมอ ถ้าตลาดถูกเสมอจริง ทำไมหุ้นราคา 400 เหรียญในช่วงก่อนปี 2000 เหลือแค่ 5 เหรียญหลังจากนั้น 2-3 ปี ถ้าตลาดคิดถูกจริง หุ้นต้องไม่ลงมาเหลือ 5 เหรียญจริงไหม?
  14. เป้าหมายของเราคือการหาผลประโยชน์จากความผิดพลาดของตลาด เราต้องรู้มากกว่าตลาดและคนในตลาด และรู้ว่าข้อได้เปรียบของเราคืออะไร ซึ่งพื้นฐานต้องมาจากความสามารถในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์อนาคตและแยกแยะให้ถูกต้องว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญ และอะไรไม่ใช่
  15. Howard Mark ระมัดระวังและไม่สนใจ Bitcoin เพราะ Bitcoin ไม่สร้าง Cashflow ทำให้ไม่มีทางประเมินมูลค่าได้ แต่สุดท้ายก็เห็นด้วยกับลูกของเขาว่า หลายๆสิ่งหลายอย่างในโลกที่มีมุลค่าก็ไม่ได้สร้าง Cashflow ได้แต่อย่างใด Bitcoin มี Supply จำกัด ในขณะที่ Demand สูงขึ้นเรื่อยๆจากคนที่เชื่อว่า Bitcoin จะมาแทนสกุลเงินหรือทองคำ Howard Mark ทำเงินมหาศาลความระมัดระวังมาทั้งชีวิต จนบางทีทำให้ไม่เปิดใจในเรื่องบางเรื่องมากเท่าที่ควรจะเป็น
  16. ความเสี่ยงหลักของตลาดคือ FED และเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในปี 2020 FED ใช้เงินไป 3 Trillion ในการช่วยเหลือเศรษฐกิจจาก COVID-19 รวมๆแล้วเป็น 6 Trillion ที่มีการอัดฉีดเข้าสู่ระบบ ปี 2021 นี้น่าจะมีการอัดฉีดอีกราวๆ 5 Trillion ปีหน้าน่าจะลดลงเล็กน้อยที่ 4 Trilliion รวมเป็น 15 Trillion ซึ่งเม็ดเงินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ
  17. คำถามที่ตามมาคือแล้วเงิน 15 Trillion ที่ถูกสาดเข้าไปในระบบเนี่ย มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง? จะทำให้ Inflation ขึ้นจนควบคุมไม่ได้ไหม เพราะมีจำนวนเงินมากเกินไปในขณะที่สินค้าและบริการไม่ได้มีมากขึ้น ทำให้เกิด Demand-Supply Imbalance ราคาก็ต้องขึ้น หรือจะทำยังไงไม่ให้กระทบถึงความน่าเชื่อถือของสกุลเงิน US Dollar
  18. จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศมีการขาดดุล 3 Trillion นั่นหมายความว่าเราต้องกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เดิม การจะกู้ก็ต้องมีคนให้กู้ คำถามคือแล้วคนให้กู้ยังอยากให้กู้หรือไม่? ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำระดับนี้ ในขณะที่ความเสี่ยงสูงขึ้น?  ดอกเบี้ยต้องสูงขึ้น หนี้ที่มีอยู่จะเป็นภาระที่หนักขึ้นเป็นเท่าทวี จนถึงจุดที่จัดการไม่ได้
  19. โมเดลทางการเงินใดๆไม่น่าจะใช้ได้ เพราะไม่เคยใช้กับสถานการณ์ที่มีหนี้สูงถึง 140% ต่อ GDP มาก่อน และไม่เคยอัดฉีดเงินเข้าระบบในระดับ Trillion
  20. แม่ผมสอนให้ผมซื้อต่ำขายสูง แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดกลับซื้อสูงขายต่ำ แค่พยายามไม่ทำตามนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด ลงทุนระยะยาว ในหุ้นที่มีคุณภาพ ในราคาที่สมเหตุสมผล คุณก็มีแต้มต่อเยอะแล้ว
  21. ตลาดหุ้นเปลี่ยนไปตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนไปตลอดเวลา วิธีการที่เวริค์เมื่อวานวันนี้อาจจะไม่เวริค์แล้ว จงอย่ามั่นใจในตลาดมากเกินไป
  22. คุณไม่มีทางได้ผลตอบแทนมากขึ้นโดยไม่รับความเสี่ยงสูงขึ้น ถ้าทำได้จริงตลาดหุ้นคงกลายเป็นแหล่ง “Free Lunch” สำหรับทุกคน ยิ่งไปกว่านั้นตลาดหุ้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะเพื่อกำจัด Free Lunch
  23. คุณไม่สามารถสร้างกำไรมากขึ้นได้ ด้วยการไม่เสี่ยงมากขึ้น แต่การเสี่ยงมากขึ้น ไม่ได้การันตีว่ากำไรคุณจะมากขึ้นตามเสมอไป
  24. การจะเอาชนะตลาดได้ต้องทำสิ่งที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ คิดต่างจากคนส่วยใหญ่ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราคิดเหมือนคนส่วนใหญ่ ก็จะทำแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ คุณจะซื้อตอนราคาสูงสุด เมื่อทุกๆอย่างถึงจุดพีค และขายในราคาที่ตำ่สุด เมื่อทุกอย่างดูไร้หนทาง อย่าคิดตามฝูงชน และสิ่งนี้แหละที่ทำให้การลงทุนยากเสมอ

ใครไม่ได้ใช้ iOS กดลิงค์นี้ครับ ฟังใน Spotify ก็ได้

ชอบสรุปข้อมูลหุ้นอ่านง่ายแบบนี้ ไม่พลาดหุ้นเด็ด อย่าลืมกด Like Page Facebook Buffettcode แอด LINE OFFICIAL @BUFFETTCODE กันไว้นะครับ