หุ้น KISS หุ้น IPO ความงานและสุขภาพที่แท้ทรู

หุ้น KISS
[PR NEWS]
หุ้น KISS บริษัทในธุรกิจความงามและสุขภาพที่แท้ทรู
หุ้น IPO ของบริษัทไทยที่เป็นเจ้าของแบรนด์เกาหลี Rojukiss

หนึ่งเดียวของแบรนด์เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นอันดับหนึ่ง และเติบโตอย่างรวดเร็ว อยู่ในตลาดมากว่า 13 ปี    และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว PhDerma, Wonder Herb, และ Best Korea และ แบรนด์เครื่องสำอาง Sis2Sis

หุ้น KISS มีความน่าสนใจหลายประเด็นมาก ตั้งแต่กำไรที่ยังเติบโตได้แม้ต้องเจอกับวิกฤต COVID-19

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นชนิดทิ้งห่างคู่แข่งหุ้นธุรกิจความงามเจ้าอื่นในตลาดอย่างไม่เห็นฝุ่น โอกาสการเติบโตในอนาคตที่ชัดเจน ทั้งในและต่างประเทศ

โมเดลธุรกิจที่น่าสนใจที่ใช้เงินลงทุนน้อย จึงสามารถสร้างความคล่องตัวในการพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ถ้าบอกว่าหุ้น IPO ตัวไหนน่าสนใจที่สุดของปีนี้ แอดว่าอาจจะเป็นตัวนี้แหละ
จะรอช้ากันอยู่ทำไม ใครสนใจอยากจองมาลองอ่านข้อมูลกันก่อนตัดสินใจครับ !

หุ้น KISS น่าสนใจยังไง?

สิ่งที่ทำให้ผมสนใจหุ้น KISS มีทั้งหมด 5 ประเด็นใหญ่ๆ ด้วยกัน

1. หุ้น KISS เป็นหุ้นสินค้าความงามบริษัทเดียวที่กำไรยังเติบโตแม้ในภาวะ วิกฤต ต่างกับหุ้นในกลุ่มความงามและสุขภาพเจ้าอื่นๆ ที่ติดลบ 2 -3 หลัก

2. บริษัทฯ มีแผนที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากรายได้ที่ราวๆ 1,000 ลบ.ในปี 2562 เป็น 3,000 ลบ.ในปี 2567 ในสถานการณ์แบบนี้ถือว่าเป็นการเติบโตที่ดุดันมาก จนอยากรู้ว่าบริษัทฯ จะทำอย่างไร

3. โมเดลธุรกิจของบริษัทฯ แบบ Asset Light คือการที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของธุรกิจและแบรนด์ ไม่มีร้านสาขา และไม่ผลิตเอง จ้างคนอื่นผลิตทั้งหมด ซึ่งทำให้ไม่ต้องมีเงินลงทุนสูงๆ และมีความคล่องตัวในการพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

4. ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เป็นที่นิยมหลายตัว และมีผลิตภัณฑ์ที่มียอดขาย เป็น Best Seller ในตลาด เช่น เซรั่มกระชับรูขุมขน Rojukiss Perfect Poreless Serum เซรั่มดูแลสิว Rojukiss Acne Spotless Serum ครีมตาทาหน้า Rojukiss Eye for Face Cream และ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ลิป และ มาสคาร่า ในซองพร้อมแปรงในตัว Sis2Sis เป็นต้น

5. ตลาดความงามของประเทศไทยถือว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกเพราะยังมีการใช้จ่ายด้านความสวยความงามน้อยกว่าประเทศอื่นๆ คนไทยใช้จ่ายด้านความงามเฉลี่ยเพียงประมาณ 3,000 บาท ต่อคนต่อปี ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 10,400 บาท ต่อคนต่อปี

ที่สำคัญส่วนแบ่งการตลาดของ KISS ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ โตแม้ในปีที่เกิดวิกฤต บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 4.9% แล้ว ในตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าของผู้หญิงตามข้อมูลของ Nielsen ในงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564

เปรียบเทียบหุ้น KISS กับหุ้นสินค้าความงามอื่นๆในตลาดหุ้น

พอเอาผลประกอบการของ KISS มาเปรียบเทียบชัดๆ กับหุ้นความสวยความงามตัวอื่น ทำให้เห็นชัดเจนเลยว่า กลยุทธ์และการดำเนินงานทำให้ผลประกอบการออกมาแตกต่างจริงๆ ครับ

แนวโน้มตัวเลขแบบนี้ทำให้น่าสนใจมาก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าหุ้นตัวนี้น่าศึกษา และด้วยตัวเลขนี่แหละเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมบอกว่าหุ้นตัวนี้อาจจะเป็นหุ้น IPO ที่น่าสนใจที่สุดของปีเลยก็เป็นได้

หุ้น KISS ทำธุรกิจอะไร

ธุรกิจของ KISS หลักๆ แบ่งออกเป็น 2 แบบ

1. ธุรกิจพัฒนา จ้างผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม สังเกตดีๆ นะครับ เห็นคำว่า “จ้างผลิต” นั่นหมายความว่าบริษัทฯ ไม่มีการผลิตเองเลย เป็นบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจและมีสินทรัพย์เป็น Know-how ล้วนๆ โดยธุรกิจนี้บริษัทฯ ทำผลิตภัณฑ์อยู่หลักๆ 3 ประเภทด้วยกันคือ

  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ภายใต้แบรนด์ Rojukiss, PhDerma, Best Korea และ Wonder Herb สินค้า Rojukiss หลายตัวมียอดขายติดอันดับต้นๆ ของตลาด เช่น Rojukiss Perfect Poreless Serum เป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมความมันและรูขุมขนที่มียอดขายเชิงมูลค่าเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งตลาดเชิงมูลค่าร้อยละ 12.0 Rojukiss Acne Spotless Serum มียอดขายเชิงมูลค่าเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสิวในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งตลาดเชิงมูลค่าร้อยละ 9.7 และ Rojukiss Perfect Poreless Eye for Face Cream มียอดขายเชิงมูลค่าเป็นอันดับ 1  ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยในช่องทางร้านสะดวกซื้อด้วยส่วนแบ่งตลาดเชิงมูลค่าร้อยละ 11.1 (ตามข้อมูลตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าของผู้หญิงของ Nielsen ปี 2019)
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง หลักๆ เป็นลิปและมาสคาร่าแบบซองภายใต้ชื่อแบรนด์ Sis2Sis ตัวนี้เป็นสินค้า Innovation แก้ปัญหาคนซื้อลิปมาแล้วใช้ไม่เคยหมดบริษัทฯ เลยออกสินค้าแบบเป็นซองมาแทน ลิปมียอดขายเชิงปริมาณคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ของไทยที่ 20.7% ส่วนมาสคาร่ามียอดขายเชิงมูลค่าคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 32.9% เป็นอันดับ 2 (ตามข้อมูลตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของ Nielsen ปี 2019)
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต่อยอดมาจากแบรนด์โรจูคิส เพื่อให้สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้ครบวงจร บำรุงผิวจากภายนอกและดูแลจากภายในด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอให้กับแบรนด์

2. ธุรกิจการให้คำปรึกษาและตัวแทนพันธมิตรในการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ โดยใช้ลักษณะการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร ดังนั้นบริษัทฯ จึงให้บริการให้คำปรึกษากับพันธมิตรทางธุรกิจที่นำสินค้าของบริษัทฯ เข้าไปจัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ

การเติบโตของรายได้

ด้วยธุรกิจที่แข็งแกร่งและขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงรายได้ของบริษัทฯ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของรายได้ในปี 2560-2562 สูงถึง 39.0%

แม้ในปี 2563 เพราะเกิด COVID-19 ทำให้รายได้ตกลงไปบ้างราวๆ 10% แต่บริษัทฯ ยังสามารถบริหารต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายจนทำให้กำไรสุทธิเติบโตได้ นับว่าเป็นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์จริงๆ

ปัจจุบันบริษัทฯ มีรายได้หลักจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ Rojukiss ประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ

สัดส่วนรายได้ของ KISS

หากมาดูในมุมสัดส่วนรายได้จะเห็นว่า รายได้ของ KISS อิงอยู่กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก เพราะมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 80.0% ของรายได้ทั้งหมด

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจะเป็นเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

และตอนนี้บริษัทฯ เองก็มีรายได้จากการให้บริการถึง 5.0%

ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่ผมสนใจในหน้านี้คือ สัดส่วนการขายระหว่างผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์เก่าครับ

ผลิตภัณฑ์ใหม่ตามนิยามของบริษัทฯ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดภายในปีนั้น นี่หมายความว่าเกือบๆ 1 ใน 3 ของสินค้าทั้งหมดของ KISS เป็นสินค้าใหม่

การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในปริมาณมาก จะทำให้กลุ่มลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ามากขึ้น ลึกๆ ผมเองก็เชื่อว่าตลาดนี้มีความเป็นแฟชั่น เป็นเทรนด์ปนอยู่นะครับ ต้องออกสินค้าตามเทรนด์ตลอดไม่งั้นยอดขายอาจจะไม่โตได้

โดยสรุปผมคิดว่าบริษัทฯ มีความ Active มากๆ ในการคิดค้นและออกสินค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้บริษัทฯ เกาะเทรนด์การเติบโตใหม่ได้ตลอด นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้รายได้ของบริษัทฯ เติบโตค่อนข้างดี รายได้ของผลิตภัณฑ์ใหม่ในแต่ละปี โตสูงถึงปีละ 85% ในช่วง 2560-2562 ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์เดิมก็ยังสามารถเติบโตได้ถึง 29% ในช่วง 2560-2562 แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อใช้ซ้ำของผู้บริโภค ถือเป็นการเติบโตของผลิตภัณฑ์เดิมและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความสมดุล

กลยุทธ์การเติบโต

ด้วยโมเดลการเติบโตแบบนี้ กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯ สามารถสรุปได้ 3 ข้อด้วยกันคือ

1. ออกสินค้าใหม่ ในหมวดใหม่ที่บริษัทฯ ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อเข้าไปกินส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเติม เช่น การออกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าแบรนด์ใหม่เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้น การออกผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น

2. ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ปกติแล้วบริษัทฯ มีช่องทางการจัดจำหน่ายหลักคือ ร้านสะดวกซื้อ 52% ซูเปอร์มาร์เก็ต 10% ร้าน Beauty & Personal Store 11% มีการขายตรงให้ลูกค้า 5%

ปี 2564 นี้บริษัทฯ จะมีการเน้นเพิ่มช่องทางการขายแบบ Media Commerce ลักษณะคล้ายๆ TV Direct ด้วยการจับมือกับ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพื่อใช้สื่อต่างๆ ในเครือของแกรมมี่ในการสร้างความรับรู้ตราสินค้า การออกแบรนด์และผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ และการเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์แบบ D2C (Direct-to-Consumer) ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น www.rojukiss.com และ Line official Account : @rojukiss เพื่อปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนแบบ new normal  และลดการพึ่งพิงช่องทาง Modern Trade ด้วยครับ

3. ใน 3 ข้อ ข้อนี้น่าสนใจที่สุด นอกจากการขยายตลาดไปฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียแล้ว ปี 2564 นี้ KISS จะเปิดตลาดในประเทศใหม่ซึ่งก็คือประเทศเวียดนาม โดยจะเอาแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่าง Rojukiss และ Sis2Sis เข้าไป

ถ้าสามารถตีตลาดได้สำเร็จ คาดว่าจะทำให้รายได้ต่างประเทศของ KISS เติบโตอย่างมีนัยยะในอนาคตแน่นอน เพราะแต่ละตลาดที่เข้าไปใหญ่ๆ ทั้งนั้น

ที่สำคัญบริษัทฯ มีการตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ด้วยว่า ภายในปี 2567 บริษัทฯ จะทำรายได้มากถึง 3,000 ลบ. สูงกว่ารายได้ 1,138 ในปี 2562 ถึง 200% ถือเป็นเป้ารายได้ที่ท้าทายเป็นอย่างมาก ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี

เริ่มเข้าใจกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมผมถึงบอกว่าหุ้น IPO ตัวนี้น่าสนใจ

ภาพรวมตลาดของ KISS

บริษัทฯ ต้องการเติบโต ตลาดเองก็กำลังโตเช่นกัน Euromonitor คาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าจะเติบโตสูงในปี 2563-2567

  • ไทย โตเฉลี่ยปีละ 5.6%
  • เวียดนาม โตเฉลี่ยปีละ 13.8%
  • อินโดนีเซีย โตเฉลี่ยปีละ 11.5%
  • ฟิลิปปินส์ โตเฉลี่ยปีละ 8.9%

การเติบโตของบริษัทฯ ในขณะที่อุตสาหกรรมก็โต จะเปรียบเสมือนการพายเรือตามน้ำ สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ในมุมของการลงทุน นักลงทุนในตลาดก็ดูเหมือนจะให้ราคาพรีเมี่ยมกับหุ้นที่มีลักษณะแบบนี้ด้วยครับ (อันนี้ความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ที่เจอมา)

สรุปปัจจัยการเติบโต

สรุปปัจจัยการเติบโตของหุ้น KISS มีอยู่ 4 ประเด็นหลักๆ ด้วยกัน

1. บริษัทฯ เติบโตสูง และพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่าสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้ แม้ในภาวะวิกฤต นับว่าเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

2. ตลาดเติบโตสูงมากกว่า GDP ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

3. โมเดลธุรกิจแบบ Asset Light ทำให้ไม่ต้องลงทุนเยอะในการขยายธุรกิจ เมื่อไม่ต้องลงทุน กำไรก็ดีขึ้น ปันผลก็สูง ตลาดก็จะให้ราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามมาเอง

4. แบรนด์แข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศ อันนี้เป็นแต้มต่อที่ชัดเจนมากๆ แถมไม่ได้มีแค่ผลิตภัณฑ์เดียว แต่มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ การทำให้สินค้าตัวหนึ่งได้รับความนิยมว่ายากแล้ว ทำให้สินค้าหลายตัวได้รับความนิยมสูงนี่ยากมาก แต่ KISS ก็ทำได้

และอยากแอบบอกว่าผู้บริหารทุกคนของ KISS มีประสบการณ์การทำงานยาวนานว่า 15 ปีจากบริษัท FMCG ชั้นนำระดับโลก ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ Kiss เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ความเสี่ยงของ KISS

อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วคงหนีความเสี่ยงไม่พ้น
และนี่คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นความเสี่ยงต้องศึกษาให้ชัดเจนและติดตามอย่างใกล้ชิด

1. เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม บริษัทฯ จึงต้องพึ่งพิงผู้บริหารเยอะมาก ถ้ามีผู้บริหารออกไปอาจทำให้การดำเนินงานไม่เติบโตอย่างที่วางแผนไว้

2. ความเสี่ยงจากการใช้ Supplier ผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย โอกาสที่จะเกิดปัญหาก็มีมากกว่า

3. ความเสี่ยงข้อนี้เป็นข้อสำคัญเลยคือ การแข่งขันที่ดุเดือดมากๆ ในตลาดนี้ ถ้า KISS สามารถหาช่องว่างตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นจุดที่ทำให้บริษัทฯ โตต่อไปได้ แต่ถ้าวันใดบริษัทฯ พลาดพลั้งในอนาคต ก็อาจจะทำให้กำไรไม่เป็นไปอย่างที่คิดได้ครับ ไม่มีใครมาการันตีว่าจะทำแบบนี้ได้ตลอด

นี่เป็นความเสี่ยงทั้งหมดที่คนที่อยากลงทุนในหุ้น KISS ต้องทำความเข้าใจและไปตามต่อกันนะครับ

สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างปี 2563 ใครจะรู้ว่าจะมี COVID-19 การเลือกบริษัทที่แข็งแกร่งและเตรียมพร้อม รวมถึงเป็นนักลงทุนก็ต้องลงทุนอย่างเตรียมตัวเตรียมใจ วางแผนเผื่อความผิดพลาดไว้ตลอดครับ

ชอบสรุปข้อมูลหุ้นอ่านง่ายแบบนี้ อย่าลืมกด Like Page Facebook ให้กำลังใจทีมงาน Buffettcode ด้วยนะครับ