วิเคราะห์โอกาสจากปรากฏการณ์ Makro x Lotus’s ผสาน Platform Online + Offline แบบไร้รอยต่อ ในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกอาหารสดและสินค้าอุปโภค

วิเคราะห์โอกาสหุ้น Makro

เมื่อ 2 เดือนก่อนเกิดปรากฎการณ์ การจับมือของธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ชั้นนำของประเทศไทย Makro x Lotus’s

มาถึงตอนนี้ ถ้าการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนของ Makro เสร็จเมื่อไหร่ จะเกิดการผสาน Platform Online และ Offline แบบไร้รอยต่อของธุรกิจอาหารสดและสินค้าอุปโภคให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ในมุมนักลงทุน ผมเห็นโอกาสอะไรในการร่วมมือกันครั้งนี้ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมีอะไรบ้าง? หุ้น Makro น่าลงทุนหรือไม่? ผมสรุปรวมไว้ให้ในนี้หมดแล้วครับ มาวิเคราะห์พร้อม ๆ กันไปเลย

ในภาพรวมแบบไว ๆ ของจุดเด่นของดีล Makro x Lotus’s มีอยู่ 4-5 ข้อด้วยกันครับ

1. ผู้นำในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกในระดับภูมิภาค โดยเน้นจำหน่ายอาหารสดและสินค้าอุปโภค ซึ่งเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคด้วย

2. ฐานลูกค้ากว้างขวาง และครอบคลุมทั่วประเทศไทยซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถ้าเอาไปผสานรวมกับเทคโนโลยี คือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีคุณค่ามากที่สุดของธุรกิจเลย

3. แพลตฟอร์มที่หลากหลายทั้ง Offline ในรูปแบบร้านค้าส่งขนาดใหญ่ ร้านค้าปลีกขนาดต่างๆ (Hypermarket Supermarket Mini-supermarket) และ Online แบบครบครัน

4. การเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศ เพราะตอนนี้ Makro เองมีธุรกิจในหลายประเทศ Lotus’s ก็มีธุรกิจในประเทศมาเลเซีย ทั้ง 2 บริษัทมีศักยภาพที่จะเติบโตทั้งคู่ ดังนั้น ตอนนี้โอกาสเติบโตไม่ใช่แค่ตลาดในเมืองไทยแล้วครับ

5. การใช้เทคโนโลยีผสมผสาน Online + Offline ผ่านช่องทาง Omni Channel ใช้ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานการกระจายสินค้า และการทำการตลาดในโลกออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูง

แค่ 5 ข้อนี้ก็แทบจะทำให้ธุรกิจของ Makro และ Lotus’s แข็งแกร่งมากๆ ซึ่งความแข็งแกร่งนี้แหละจะถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งแบบ B2B และ B2C

ในมุมของรายได้รวม หลังจากการรับโอนกิจการจะสูงถึง 427,000 ล้านบาท เลยทีเดียว ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีรายได้สูงสุดในประเทศไทย

จุดที่สำคัญคือมีรายได้ที่สมดุลมาก ๆ เพราะมีทั้งธุรกิจค้าส่งที่ให้บริการลูกค้าผู้ประกอบการมืออาชีพ และธุรกิจค้าปลีกที่ให้บริการลูกค้ารายย่อย

โดยสำหรับ Makro ถือเป็นผู้ประกอบการค้าส่งแบบ B2B ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในทวีปเอเชีย (หากพิจารณาจากยอดขายรวมในปี 2563) เลยทีเดียว

และ Lotus’s ก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบการชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจร้านไฮเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย (หากพิจารณาจากยอดขายปลีก Retail Sales Price ในปี 2563 อ้างอิง Euromonitor)

มีแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในตลาด และแบรนด์ที่กำลังเติบโตในตลาดใหม่

ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก Makro และ Lotus’s ทั้ง 2 ที่มีจำนวนสมาชิกรวมทั้งสิ้นมากกว่า 27.6 ล้านราย ทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย

ส่วนแบรนด์ใหม่ที่กำลังเติบโตก็เช่นกัน  …

โดย Makro มีแบรนด์ LOTS ซึ่งเป็นแบรนด์ธุรกิจค้าส่งในประเทศอินเดีย (แบบเดียวกับ Makro ในประเทศไทย)

และ Lotus’s ก็มี Lotus’s Go Fresh ร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เน้นสินค้าประเภทอาหารสดและสินค้าบริโภค รวมถึงสินค้าจำเป็นอื่นที่ไม่ใช่อาหารทั่วประเทศไทย

จะเห็นว่าไม่ใช่แค่ธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิต แต่การพัฒนาแบรนด์ทั้ง Makro และ Lotus’s  ก็ทำได้อย่างประสบความสำเร็จ

ในมุมการขยายธุรกิจออกต่างประเทศที่ใคร ๆ ว่ากันว่า ”ปราบเซียน” แต่ Makro ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้

ปัจจุบัน Makro ทำธุรกิจใน 5 ประเทศด้วยกันคือ ประเทศไทย กัมพูชา อินเดีย จีน และเมียนมา

ส่วน Lotus’s ทำธุรกิจในประเทศไทยและมาเลเซีย

แม้ธุรกิจในต่างประเทศจะยังไม่ใหญ่เท่าธุรกิจในประเทศไทย แต่ก็เรียกได้ว่าสร้างรากฐานไว้แล้ว พร้อมที่จะต่อยอดในอนาคต

สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือเป้าหมายรายได้ออนไลน์ครับ

ทาง Makro บอกว่ามีวางเป้าหมายสัดส่วนรายได้ออนไลน์ในอนาคตเป็น 15-20% ของรายได้รวม

ปัจจุบัน Makro มีรายได้จากการขายผ่านช่องทางออนไลน์จาก MakroClick อยู่ 11% Lotus’s มีรายได้จากการขายผ่านช่องทางออนไลน์อยู่ 2%

ถ้าอนาคตรายได้จากการขายผ่านช่องทางออนไลน์ปรับเป็นสัดส่วน 15-20% จริงตามแผน ด้วยฐานรายได้ ณ ปัจจุบัน หมายความว่ากลุ่มนี้จะมีธุรกิจออนไลน์ที่มีรายได้ ไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการพลิกโฉมธุรกิจได้เลยนะครับ

เพราะธุรกิจในตอนนี้ถนนทุกสายมุ่งสู่การทำธุรกิจออนไลน์

การเข้าถึงตลาดออนไลน์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคจะโตจาก 2.2% ในปี 2563 เป็น 6% ในปี 2568 เติบโตสองเท่าในระยะเวลา 5 ปี เติบโตเฉลี่ยปีละ 22% ถือเป็นการเติบโตของตลาดที่สูงมากนะครับ เมื่อเปรียบเทียบกับ GDP ประเทศที่ปกติจะเติบโต 3-5% ต่อปี

ดังนั้น กลยุทธ์ของ Makro ที่มุ่งเน้นทำ Omni Channel เอาความแข็งแกร่งในโลก Offline มาต่อยอดธุรกิจ Online ถือเป็นแนวทางที่มาถูกทางครับ

ซึ่งทั้งหมดที่ Makro และ Lotus’s ทำมาเนี่ย ลูกค้า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ผลิต SMEs พนักงาน และผู้ถือหุ้น ถือว่าได้ประโยชน์ร่วมกันครับ

ลูกค้า ได้รับสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการอย่างครบครันและสะดวกสบายมากขึ้น

ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กได้ Platform ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศไทย และมีโอกาสไปขยายตลาดสินค้าไทยในต่างประเทศด้วย

ผู้ผลิต SMEs สามารถพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล และมีช่องทางนำเสนอสินค้ามากขึ้น

พนักงานสามารถเลือกเติบโตได้ในธุรกิจทุกรูปแบบทั้ง B2B B2C และ B2B2C

ผู้ถือหุ้น เติบโตต่อเนื่องและได้รับประโยชน์จากการร่วมมือกันของ Makro และ Lotus’s

เรียกว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัวเลยครับ

ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการรับโอนกิจการเสร็จสิ้นและผ่านการอนุมัติโดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือการเสนอขายหุ้น PO ต่อประชาชนทั่วไป จำนวนรวมไม่เกิน 1,300,000,000 หุ้น ประกอบด้วย

  • หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดย Makro จำนวนไม่เกิน 910,000,000 หุ้น
  • หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จำนวนไม่เกิน 156,000,000 หุ้น
  • หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด หรือ CPH จำนวนไม่เกิน 156,000,000 หุ้น
  • หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด หรือ CPM จำนวนไม่เกิน 78,000,000 หุ้น

และจะมีการจัดสรรหุ้นสามัญบางส่วนจากหุ้นสามัญทั้งหมดที่เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ดังนี้

  • ผู้ถือหุ้นเดิมของ Makro (ยกเว้น CPALL บริษัทย่อยของ CPALL CPM และ CPH) ในอัตราส่วน 10 หุ้นสามัญของ Makro ต่อ 1 หุ้นสามัญของ Makro ที่เสนอขาย
  • ผู้ถือหุ้นเดิมของ CPALL (ยกเว้นกลุ่ม CPG (บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ตามแบบ 56-1 ประจำปี 2563 ของ CPALL) ในอัตราส่วน 15 หุ้นสามัญของ CPALL ต่อ 1 หุ้นสามัญของ Makro ที่เสนอขาย
  • ผู้ถือหุ้นเดิมของ CPF (ยกเว้นกลุ่ม CPG ตามแบบ 56-1 ประจำปี 2563 ของ CPF) ในอัตราส่วน 70 หุ้นสามัญของ CPF ต่อ 1 หุ้นสามัญของ Makro ที่เสนอขาย

ซึ่งจะเสนอขายหุ้นสามัญในราคาเดียวกันกับราคาที่จะเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป  โดยมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 43.50 บาทต่อหุ้น

นอกจากนี้ Makro อาจพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกินแก่ผู้จองซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่จำหน่ายโดยผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) จำนวนไม่เกิน 130,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายให้แก่ประชาชนในครั้งนี้

ใครที่เป็นผู้จองซื้อรายย่อยและสนใจอยากเติบโตครั้งใหม่ไปกับ Makro สามารถจองซื้อหุ้นสามัญ PO ที่ Makro จะเสนอขายครั้งนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 4-9 ธันวาคมนี้

การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น PO ที่ 43.50 บาทต่อหุ้น ถือเป็นราคาที่ไม่แพงและเป็นราคาที่มีความเหมาะสมด้วยเหตุผล 4 ประการ ได้แก่ 1) นักลงทุนทุกกลุ่มจะได้จองซื้อในราคาเดียวกัน ทั้งผู้ถือหุ้นเดิมที่มีสิทธิได้รับจัดสรร ผู้จองซื้อรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) 2) ง่ายต่อการสื่อสารและการดำเนินการกับนักลงทุนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยและผู้ถือหุ้นเดิม ที่มีสิทธิได้รับจัดสรร สามารถชำระเงินจองซื้อด้วยราคาเดียวกัน ทำให้ลดปัญหาเรื่องกระบวนการคืนเงินจองซื้อ 3) นักลงทุนจะได้จองซื้อหุ้นสามัญ MAKRO ในราคาเดียวกับราคา Swap Price (ราคาแลกเปลี่ยน) ในช่วงที่ บมจ.สยามแม็คโคร ออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) เพื่อรับโอนกิจการทั้งหมดของกลุ่มโลตัสส์จากบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อเริ่มเติบโตไปพร้อมกับบริษัทฯ และ 4) ราคาเสนอขาย 43.50 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 1 สัปดาห์ ซึ่งอยู่ที่หุ้นละ 47 บาท โดยมีส่วนลดประมาณ 7.5% และต่ำกว่าราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งอยู่ที่หุ้นละ 48 บาท โดยมีส่วนลดประมาณ 9.3%

ทั้งนี้ จำนวนหุ้นที่เสนอขายครั้งนี้ไม่เกิน 1,300 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 130 ล้านหุ้น ซึ่งทางบริษัทฯ พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม เนื่องจากหลังสิ้นสุดการเสนอขายหุ้น PO จะมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) เกินกว่า 15% ตามเกณฑ์ขั้นต่ำของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผลกระทบต่อสัดส่วนการถือครองหุ้น (Control Dilution) ของผู้ถือหุ้นเดิม และอัตรากำไรสิทธิต่อหุ้นของ MAKRO (EPS Dilution) น้อยกว่า กรณีที่มี Free Float เป็นจำนวนมากกว่านี้

ส่วนกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำมีจำนวน 14 ราย ที่ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement รวมทั้งสิ้นประมาณ 423 ล้านหุ้น มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท

ทางกลุ่มบริษัทฯ เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นที่ผู้ถือหุ้นเดิมของ MAKRO, CPALL และ CPF มีต่อกลุ่มบริษัท จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมนี้ ได้ทำการจองซื้อหุ้น MAKRO ตามสิทธิการถือหุ้น และเปิดโอกาสให้สามารถจองซื้อเกินกว่าสิทธิการถือหุ้นที่มีอยู่ได้อีกด้วย

นอกจากวิเคราะห์ธุรกิจ Makro จนเข้าใจแล้ว รอบนี้นักลงทุนอาจต้องใช้ดวงช่วยด้วยครับ เพราะจำนวนหุ้นที่เสนอขายค่อนข้างมีอยู่จำกัด

หวังว่าบทสรุปในรอบนี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้นว่า Makro x Lotus’s กำลังจะทำอะไร และตัดสินใจได้นะครับว่าจะร่วมเติบโตไปกับ ว่า Makro x Lotus’s หรือไม่? ซึ่งก็ต้องบอกว่า ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจอีกหนึ่งครั้งที่นักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ๆ จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจค้าส่งแบบ B2B และค้าปลีกแบบ B2C ในระดับภูมิภาคเลยทีเดียว

ขอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-090-9191 (ทุกวันเวลา 09.00-18.00 น.)