วิเคราะห์กองทุน SSF สไตล์มนุษย์เงินเดือน สายลดหย่อนภาษี รีวิว SSF 3 กองทุนเด่นปี 2021

ssf fund 2021

ฤดูที่กำลังเข้ามาถึงคือฤดูหนาว แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างไรมันคือฤดูลดหย่อนภาษี !!! เพราะมันจะจบปีแล้วเดี๋ยวลดหย่อนไม่ทัน

แอดเองก็กำลังเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีของตัวเองอยู่ วันนี้เลยอยากเอากองทุนดี ๆ แบบ 3 กองทุน 3 สไตล์

ไม่อินกองทุนแรกต้องโดนกองทุนที่สอง ไม่อินกองทุนที่สองก็ต้องมาสนใจกองทุนที่สามนะ !

เพราะสามกองนี้ลงทุนกันคนละแบบเลยคือกองทุน UOBEQ-SSF, T-ES-GCG-SSF, T-ES-GTECH-SSF

เริ่มต้นที่หุ้นไทย เดินทางต่อไปถึงหุ้นโลก และไปไกลถึงหุ้น Tech

ใครกำลังเลือกกองทุน SSF อยู่ขอนำเสนอ 3 กองทุนนี้ไว้ในอ้อมใจเป็นตัวเลือกของทุกคนด้วยครับ​ !

เข้าสู่ช่วงปลายปี จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของ “มนุษย์เงินเดือน” ทุกคนรวมทั้งตัวผมด้วยในการวางแผนลงทุนและตัดสินใจเลือกกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีให้เรียบร้อย ผมยังจำบรรยากาศในปีแรกที่ผมซื้อกองทุน LTF / RMF ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของปีได้ ว่ามันรีบและลุ้นแค่ไหน !

เลยเป็นที่มาให้ผมมาเขียนบทความสรุปความคิดของผมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ในเดือนพฤศจิกายน เผื่อเพื่อน ๆ จะซื้อ SSF กันจะได้ไม่ต้องรีบ แบบที่ผมเคยเจอ (เชื่อเถอะครับมันทั้งรีบและลุ้นจริง ๆ เลยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำแล้วอาทิตย์สุดท้ายเนี่ย)

สำหรับตัวผมเอง SSF ถือว่าเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการลงทุนเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน และลดหย่อนภาษีเลยทีเดียว เพราะ SSF ลงทุนแค่ 10 ปี แถมยังมีทางเลือกลงทุนที่หลากหลายมาก ๆ ในบทความนี้เลยจะขอพูดถึง SSF เป็นหลักครับ

มาดูหลักการของการลงทุน SSF กันก่อนว่าถ้าอยากจะซื้อกองทุน SSF นั้นมีหลักการในการเลือกยังไงบ้าง?

หลักการเลือก SSF ตามสไตล์มนุษย์เงินเดือน

  1. อายุ – กฎง่าย ๆ ถ้าอายุน้อยกว่า 45 เลือกซื้อ SSF ก่อน ถ้า 45 ขึ้นไปค่อยพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เช่น RMF
  2. ลำดับการลงทุน – ส่วนตัวผมให้น้ำหนักการลงทุน SSF ที่ลงทุนในหุ้นก่อนเสมอ เพราะในอดีตที่ผ่านมาหุ้นคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดแล้วในระยะยาว
  3. ลงทุนให้เต็มโควตา (ถ้าเป็นไปได้) – ยิ่งรายได้สูงยิ่งต้องลงทุนมาก เพราะสิทธิพิเศษจากการลดหย่อนภาษีจะตามมาครับ ถ้าเรามีฐานภาษีที่ 20% แล้วไปซื้อ กองทุน SSF หุ้นไทย นั่นหมายความว่าเรากำลังซื้อหุ้นในราคาลด 20% ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไปซื้อตามตลาดปกติ
  4. ลงทุนในไทย หรือต่างประเทศ – การลงทุนควรมีสมดุลของการกระจายพอร์ตการลงทุนครับ แนะนำว่าควรมีทั้งหุ้นไทยและต่างประเทศ ถ้ามีหุ้นไทยเยอะอยู่แล้ว อนุโลมให้ลงทุนกองทุน SSF ต่างประเทศได้ครับ
  5. เลือก Theme การลงทุนที่กำลังโต – ผมมีทั้งหุ้นไทย กองทุน SSF หุ้นไทย และกองทุน SSF หุ้นต่างประเทศ ดังนั้นผมมักจะมองหากอง SSF เข้ามาเติมเต็มพอร์ตการลงทุนของผม เช่น หุ้น Technology ที่เมืองไทยมีน้อย หรือ กองทุนที่มีการลงทุนในธุรกิจแบรนด์ดังที่กำลังเติบโต
  6. ลงทุนอย่างต่อเนื่อง – การลงทุนในกองทุน SSF เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปี ผมจึงให้น้ำหนักกับความต่อเนื่องของการลงทุนมากกว่าการจับจังหวะช่วงเวลา ให้น้ำหนักกับการเติบโตมากกว่าการปันผล สะสมมูลค่าไปเรื่อย ๆ แล้วไป Cash Out ทีเดียวตอนจบ 10 ปี ซึ่งน่าจะได้ผลตอบแทนสูงสุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีปันผลครับ

กองทุน SSF ที่เข้าตาผมจริง ๆ แล้วมีหลายกองทุนมาก ๆ แต่วันนี้ผมเลือกมา 3 กองทุนเด่นที่ถือว่าเป็นกองที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่อง และมี Concept การทำกองทุนที่แตกต่างกัน จะซื้อกองใดกองหนึ่งเพราะชอบ Concept หรือจะซื้อทั้ง 3 กองทุนเลยก็ได้ มีหุ้นทับซ้อนกันไม่มากครับ

กองทุนหุ้นไทย UOBEQ-SSF – สำหรับคนที่เชื่อว่าประเทศไทยจะกลับมาเติบโตได้ หลังจากที่โดนผลกระทบจากวิกฤตในปี 2020 ไป ประเทศเรามีความได้เปรียบหลาย ๆ ด้านที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้สภาวะเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป ถ้าลงทุน SSF คือการซื้อหุ้นแล้วได้ลดราคาตามฐานภาษี ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาวครับ กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่กระจาย ๆ กันไป เช่น PTT, AOT, ADVANC, BDMS และ SCB

กองทุนนี้เอาตรง ๆ ผมว่าเหมาะกับคนที่ไม่ได้ต้องการความเสี่ยงและความผันผวนมากครับ เป็นสไตล์การลงทุนในสิ่งที่เราเห็น เข้าใจ และใช้บริการอยู่ทุกวัน ข่าวคราวการเคลื่อนไหววิเคราะห์ง่ายกว่า เพราะอยู่ในประเทศไทยครับ

กองทุนหุ้นเติบโต T-ES-GCG-SSF – สำหรับคนที่อยากเน้นเรื่องการเติบโตของหุ้นขนาดใหญ่ ธุรกิจคุณภาพเยี่ยมทั่วโลก เช่น Google, Microsoft, Visa และ Facebook เน้นลงทุนหุ้นกลุ่ม Technology และ Healthcare

กองนี้เหมาะกับคนที่ต้องการกระจายการลงทุนออกไปในต่างประเทศ เติบโตไปกับแบรนด์ที่แข็งแกร่งทั่วโลก สินค้าและบริการจับต้องได้ประมาณนึง เพราะ Google Facebook Visa คนไทยก็ใช้กันบ่อยอยู่แล้ว แต่จะติดตรงที่การวิเคราะห์อาจจะไม่ง่ายเท่ากองทุนหุ้นไทยด้านบน

กองทุนหุ้นเทคโนโลยี T-ES-GTECH-SSF – สำหรับคนที่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน และอยากมีเอี่ยวกับการเติบโตครั้งนี้ด้วยเชิญกองนี้เลยครับ ลงทุนในหุ้น Technology ล้วน ๆ มีหุ้น เช่น Google, Apple, Nvidia, AMD คือมาครบทุกสายทั้ง Software, Hardware และ Social Media

กองนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเน้นผลตอบแทนมาก ๆ จากการลงทุนในสิ่งใหม่ ๆ ครับ การันตีว่าอุตสาหกรรมที่หุ้นแต่ละตัวที่กองทุนไปลงทุนนั้นเติบโตสูง ซิ่งแน่นอน ถ้าได้กำไรก็น่าจะได้เยอะเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าความผันผวนจะมากกว่า 2 กองทุนด้านบนครับ

ด้านบนเป็นสรุปคร่าว ๆ สำหรับท่านผู้อ่านที่อาจจะไม่มีเวลา หรือพอมีไอเดียเลือกกองไว้อยู่แล้วบ้างแต่ต้องการข้อมูลคอนเฟิร์มว่าจริง ๆ แล้วกองนี้เหมาะกับเราหรือเปล่า

ส่วนข้อมูลดังต่อไปนี้จะเป็นการเจาะลึกแต่ละกองทุนนะครับว่า ลงทุนในอะไรบ้าง มีข้อดี-ข้อเสีย ความแตกต่าง เหมาะกับใครอย่างไร? ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลด้านล่างเพิ่มเติมครับ

กองทุนหุ้นไทยที่ไม่ธรรมดา UOBEQ-SSF*

UOBEQ-SSF มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 65% ของทรัพยสินทั้งหมดของกองทุน โดยกองทุนสามารถเลือกลงทุนในหุ้น กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานได้ กลยุทธ์การลงทุนที่กองทุนใช้คือแบบ Active Management หรือการใช้ประสบการณ์และความรู้ของผู้จัดการกองทุนในการคัดเลือกหุ้นเข้ากองทุนนั่นเองครับ

กองทุน UOBEQ-SSF ให้ผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลังที่ 29.37% นับเป็นผลตอบแทนที่ดีพอสมควรถือว่าไม่สูงไม่ต่ำสำหรับกองทุนหุ้นไทย

UOBEQ-SSF ลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง?

หุ้น 5 อันดับแรกของ UOBEQ-SSF ได้แก่

  1. PTT หุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของไทยที่กำลังปรับเปลี่ยนธุรกิจไปเน้นธุรกิจ Non-Oil มากขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าของ OR และคาเฟ่อเมซอน ครับ
  2. AOT หุ้นสนามบินหนึ่งเดียวของไทย ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวและการเปิดประเทศ
  3. ADVANC หุ้นสื่อสารที่มีการปรับเปลี่ยนองค์กรลงทุนในนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
  4. SCB หุ้นธนาคารที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยี ภายใต้ชื่อใหม่ SCBX
  5. BDMS กลุ่มโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของไทยที่มีสาขามากมาย

จะเห็นว่าการลงทุนในกองทุน UOBEQ-SSF นั้นมีอยู่ 2 Theme หลักด้วยกันคือ 1. การเปิดประเทศและกลับมาเติบโตของเศรษฐกิจไทย 2. การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจที่เติบโต หา New S-Curve

ด้วยทรัพยากรของบริษัทไทย ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น อาจไม่หวือหวาเหมือนหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ แต่ก็ได้ความมั่นคง และความสบายใจในการลงทุนครับ เพราะเป็นสิ่งที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดี

UOBEQ-SSF เหมาะกับใคร?

นักลงทุนที่สบายใจที่จะลงทุนในสิ่งที่เราคุ้นเคย และรู้จักดีอยู่แล้ว เชื่อว่าประเทศไทยจะกลับมาเติบโตได้หลังเปิดประเทศ และต้องการลงทุนในหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง กำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

*ข้อมูลวันที่ 30 ก.ย. 64 ที่มา: UOBEQ-SSF Fund Factsheet

กองทุนหุ้นเติบโตที่กระจายการลงทุนทั่วโลก T-ES-GCG-SSF**

ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่มีหุ้นไทยเยอะ หรือมีการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยมากอยู่แล้ว ผมอยากให้แนะนำให้กระจายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศครับ กองทุน T-ES-GCG-SSF เป็นหนึ่งในกองทุนที่ตอบโจทย์มากๆ

กองทุนมีนโยบายในการลงทุนในกองทุนหลัก (Master Fund) AMUNDI FUNDS POLEN CAPITAL GLOBAL GROWTH กองทุนนี้ลงทุนในอุตสาหกรรม Information Technology Healthcare และ Consumer Discretionary เป็นหลัก โดยเน้นประเทศสหรัฐฯ ประมาณ 6%

ทำผลตอบแทนชนะดัชนีชี้วัดได้อย่างต่อเนื่อง กองทุนทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีได้ 18.92% และผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ได้สูงถึง 63%

Master Fund ของ T-ES-GCG-SSF มีลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง?

Alphabet – บริษัทแม่ของ Google ถ้าคนทั่วโลกยังใช้ Google Search หุ้นก็ยังโตได้เรื่อย ๆ ครับ

Microsoft – ทุก ๆ ครั้งที่เราคิดถึง Microsoft เราจะนึกถึงโปรแกรม Office Word Excel แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบัน Microsoft ปรับตัวจากบริษัทที่ขาย Software ไปเป็นบริษัทที่ให้บริการระบบ Cloud และ Cloud Software ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

Adobe – บริษัท Software ทำกราฟฟิกอีกแห่งที่ปรับเปลี่ยนตนเองจากการขาย Software ไปเป็น Cloud Software ที่เก็บค่าบริการแบบ Subscription แทบจะเป็นบริษัทที่กินรวบวงการกราฟฟิกของโลกเลยทีเดียว

Visa & Mastercard – กองทุนลงทุนทั้งคู่ครับ บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Facebook – บริษัท Social Media ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดเพิ่งประกาศเปลี่ยนบริษัทเข้าสู่ธุรกิจ โลกเสมือน (Metaverse) อย่างเต็มตัว เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta ด้วย

T-ES-GCG-SSF เหมาะกับใคร?

จะเห็นว่าหุ้นที่กองทุนลงทุนเป็นหุ้นที่มีการเติบโต และมีความแข็งแกร่ง รวมไปถึงมีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม ถ้า UOBEQ-SSF คือการลงทุนในบริษัทแบรนด์ดังของไทย T-ES-GCG-SSF คือการลงทุนในบริษัทแบรนด์ดังทั่วโลกครับ ใครมีหุ้นไทยเยอะแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการลงทุนหุ้นต่างประเทศเลย T-ES-GCG-SSF เป็นทางเลือกของการเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยครับ

ส่วนใครที่มีกองทุนหุ้นไทยแล้ว กองทุนหุ้นต่างประเทศก็มีพอแล้ว ผมขอแนะนำทางเลือกอีกทางคือการลงทุนแบบเลือก Theme ครับ ซึ่งตอนนี้ Theme ที่มาแรงสุด ๆ คือ Technology ที่น่าจะเติบโตได้อีกไกล

** ข้อมูลวันที่ 30 ก.ย. 64 ที่มา: AMUNDI FUNDS POLEN CAPITAL GLOBAL GROWTH Fund Factsheet

กองทุนหุ้น Technology ครบวงจร T-ES-GTECH-SSF***

กองทุน Theme Technology SSF นี่ผมบอกเลยครับว่าของมันต้องมี แต่ถ้าจะเลือกก็มีหลายแบบตั้งแต่ Software, Hardware, Platform, Semiconductor, Social Media ทำให้หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มงง

ผมจะบอกว่ากองทุน T-ES-GTECH-SSF นี้เหมือนเป็นกองทุน Tech แบบครบวงจรครับ คือมีครบแทบจะทุกประเภทของ Technology ลงกองเดียวได้ครบหมดเลย

กองทุนนี้ลงทุนใน Master Fund ชื่อ POLAR CAPITAL FUNDS – GLOBAL TECHNOLOGY FUND โดยนโยบายการลงทุนของกองทุนนี้คือการสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการกระจายลงทุนในหุ้น Technology ทั่วโลก

กองทุนนี้เน้นการถือหุ้นแบบไม่กระจายมากครับ เพราะลงทุนในหุ้นเพียง 60-85 ตัวเท่านั้น ผลตอบแทน 1 ปีที่ผ่านมาทำได้ 19.79% ย้อนหลัง 3 ปีได้ 93.57% ครับ

กองทุนนี้ต่างกับกองทุน T-ES-GCG-SSF ตรงที่ Concept ของกองที่เน้น Technology และสัดส่วนการลงทุนที่เน้นสหรัฐฯแลแคนาดา สูงถึง 74.9% รวมถึงมีเอเชีย แปซิฟิก 10.3% ด้วย

Master Fund ของ T-ES-GTECH-SSF มีลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง?

หุ้นที่กองทุนมีเหมือนกับ Master Fund ของ T-ES-GCG-SSF คือ Alphabet, Microsoft, Facebook ส่วนหุ้นที่แตกต่างกันคือ

Nvidia – บริษัทการ์ดจอรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่หันมาทำ Chip สำหรับ Data Center และระบบรถยนต์ไร้คนขับ

Apple – ผู้ผลิต iPhone และ MacBook ซึ่งตอนนี้มีรายได้จาก Subscription มากขึ้นเรื่อย ๆ

AMD – บริษัทธุรกิจ Chip รายใหญ่ของโลกอีกรายหนึ่งที่กำลังเติบโตสูงมากจาก Chip ที่ใช้ในการทำ AI

จะเห็นว่า Master Fund ของ T-ES-GTECH-SSF จะมีธุรกิจที่เป็น Semiconductor และ Hardware อยู่ด้วย ทำให้กองทุน T-ES-GTECH-SSF เป็นกองทุนที่มีการลงทุนในกลุ่ม Technology ที่ครอบคลุมกว่าครับ

T-ES-GTECH-SSF เหมาะกับใคร?

ถ้าอยากเน้น ๆ กลุ่ม Technology เลยกองนี้จะเหมาะกว่า T-ES-GCG-SSF ที่มีหุ้น Technology อยู่ด้วยแต่ไม่ได้เน้น และ Concept ของกองคือการเติบโต ไม่ใช่ Technology ตรง ๆ แบบ T-ES-GTECH-SSF ครับ

ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้ากองทุนที่ลงทุนในกลุ่ม Technology น่าจะสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนหุ้นเติบโตทั่ว ๆ ไปได้ แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าอาจจะมีความผันผวนสูงกว่าในระยะสั้นครับ

*** ข้อมูลวันที่ 30 ก.ย. 64 ที่มา: POLAR CAPITAL FUNDS – GLOBAL TECHNOLOGY FUND Fund Factsheet

ซื้อ SSF กับ ttb ดียังไง?

สุดท้ายพอตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือก SSF กองทุนไหน Theme อะไร ต่อมาคือการตัดสินใจว่าจะซื้อที่ไหนดี? ผมขอสรุปรวมเทคนิคที่ผมใช้ในการเลือกลงทุน SSF ครับว่าจะไปลงกับใคร?

  1. ต้องเป็นบลจ. ที่สามารถลงทุนได้หลากหลาย บลจ. ทำให้ไม่ต้องไปหลายที่ เวลาสับเปลี่ยนกองทุนก็ง่าย
  2. มีกองทุนให้เลือกเยอะ หลายแบบ คือบางที่ลงได้หลาย บลจ. จริง แต่มีกองทุนไม่เยอะครับ
  3. มีแอปพลิเคชัน Online ให้ใช้งาน และมีสาขา ในกรณีฉุกเฉินหากต้องทำธุรกรรมแบบ Offline
  4. มีโปรโมชัน เช่น มีแถมเงินลงทุนให้ สามารถใช้บัตรเครดิตได้เป็นต้น เอาจริง ๆ ผมไม่ซีเรียสตรงนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าได้มันก็ดีต่อใจไม่น้อยครับ บางทีซื้อกองทุนเยอะ ๆ เอาเงินลงทุนที่แถมกลับมาไปกินอาหารญี่ปุ่นได้ซักมื้อ 2 มื้อ

ตอนนี้ ttb มีโปรโมชันพิเศษ เมื่อลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษี SSF และ RMF ทุก ๆ 50,000 บาท รับเงินลงทุนเพิ่มในกองทุนตราสารตลาดเงิน จำนวน 100 บาทครับ เงื่อนไขคือได้รับตามจำนวนบลจ. ที่ลงทุน และยอดรวมซื้อ และสับเปลี่ยนเข้าต้องไม่เกิน 500,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ ระหว่างวันที่ 4 ม.ค. – 30 ธ.ค. 64 สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.ttbbank.com/kol/taxsaving-2021

ในทั้ง 4 ข้อที่ผมกล่าวมาถือว่า ttb ค่อนข้างตอบโจทย์ในการซื้อ SSF โดยเฉพาะใครที่มีบัตรเครดิตของ ttb อยู่แล้ว (ซึ่งผมมีครับ 555) ดังนั้นสำหรับผม ttb จะง่ายเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากเพื่อน ๆ มีเงื่อนไขที่แตกต่างอยากจะลงทุนที่อื่นก็ลองใช้เงื่อนไขที่ผมเขียนด้านบนในการพิจารณาดูครับ

สุดท้ายสิ่งที่ต้องไม่พลาดคือตอนนี้เดือนพฤศจิกายนแล้วนะครับ เดือนหน้าธันวาคม จะเรียกว่าตอนนี้เป็นโค้งสุดท้ายแล้วก็ว่าได้ หวังว่าข้อมูลที่ผมสรุปมาจะทำให้เพื่อน ๆ ตัดสินใจได้ และไม่ต้องรอจนวันสุดท้ายถึงจะตัดสินใจซื้อ SSF ครับ

ขอให้มีความสุขและได้กำไรจากการลงทุนกันทุกคนครับ

สนใจลงทุน และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้เลยครับ

  • ลงทุนด้วยตัวเอง ที่แอป ttb touch
  • ปรึกษาเรื่องการลงทุน ที่ ttb investment line โทร. 1428 กด #4 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9:00 – 17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)
  • ลงทุน และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ ทีทีบี ทุกสาขา

หมายเหตุ:

ข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์และการคาดหมาย รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ ทำขึ้นบนพื้นฐานของแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด ที่ได้รับมาและพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าเชื่อถือ แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความถูกต้อง ความสมบูรณ์แท้จริงของข้อมูลดังกล่าว ความเห็นที่แสดงไว้ในรายงานฉบับนี้ได้มาจากการพิจารณาโดยเหมาะสมและรอบคอบแล้ว และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมาย ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว

คำเตือน:

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยง รวมทั้งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSF และ RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวน โดยเฉพาะนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องมิได้เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • กองทุนรวมที่มีการลงทุนในต่างประเทศ และไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ผู้ลงทุนสามารถรับหนังสือชี้ชวน และลงทุนได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา