สรุปหุ้น PTTOR คาเฟ่อเมซอน รายได้ไม่โตแต่กำไรยังโต

สรุปหุ้น PTTOR คาเฟ่อเมซอน

ข้อมูลหุ้นแบบ Official ของ หุ้น PTTOR ออกมาแล้ว ! ก่อนหน้านี้ต้องไปSearch ข้อมูลตามที่ต่างๆเอามารวมๆกันถึงจะเขียนสรุปได้ ตอนนี้ข้อมูลตัวจริงแบบรวมงบเรียบร้อยผมขอสรุปเล่าเรื่องที่น่าสนใจหลังจากการอ่านข้อมูลนี้ไว้ให้เพื่อนๆศึกษาไปด้วยกันครับ

เริ่มต้นจากภาพรวมรายได้และกำไรของPTTOR ก่อน

  • 2560 รายได้ 553,032 ลบ. กำไร 12,671 ลบ
  • 2561 รายได้ 605,884 ลบ. กำไร 9,493 ลบ
  • 2562 รายได้ 592,222 ลบ. กำไร 10,895 ลบ.

ดูเผินๆเหมือนรายได้มันนิ่งๆกำไรขึ้นๆลงๆไม่ค่อยเร้าใจอย่างที่คิดไว้ จะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมคงต้องไปศึกษาธุรกิจก่อนว่ามีสัดส่วนยังไง ทำอะไรบ้าง?

ธุรกิจของ PTTOR มีอะไรบ้าง?

หุ้น PTTOR เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ที่คนไทยคุ้นเคยและใช้งานเป็นประจำหลายธุรกิจด้วยกัน เช่น ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ปั๊มปตท., ธุรกิจคาเฟ่อเมซอน,​ ไก่ทอดเท็กซัส, ร้านสะดวกซื้อ Jiffy และศูนย์เปลี่ยนยาง FIT รวมๆกันหมดนี่ทั้งในและต่างประเทศมีประมาณ 13,765 สาขา

ตัวธุรกิจที่มีสาขาเยอะๆเด่นๆหน่อยก็เช่น

  • คาเฟ่อเมซอน 3,150 สาขา
  • ปั๊มปตท. มีอยู่ 2,213 สาขา
  • ศูนย์เปลี่ยนยางFIT Auto(คล้ายๆB-Quik)54สาขา
  • ร้านสะดวกซื้อJiffy และ7-11 1959 สาขา
  • ที่เหลือเป็นพื้นที่เช่า ปั๊มแก็สและร้านอาหารต่างๆ

รายได้ของหุ้น PTTOR มาจากอะไรบ้าง?

รายได้หลักมาจากการขายน้ำมันแบบค้าส่งและหน้าปั๊มราวๆ 91%อันนี้รวมทั้งการขายน้ำมันหน้าปั๊มแบบค้าปลีก และการขายให้กับบริษัทต่างๆแบบขายส่ง รายได้ที่ใหญ่รองลงมาคือธุรกิจ Non-Oil พวกร้านกาแฟ (อเมซอนอยู่ในนี้ด้วย) ร้านอาหาร ให้เช่าพื้นที่ 2.9%และ ธุรกิจต่างประเทศอีก ราว 5.7% 

ถ้าดูรายได้อย่างเดียวเหมือนธุรกิจน้ำมันจะแทบเป็นทุกอย่างของหุ้น PTTOR แต่พอแอบมองลึกลงไปดูที่กำไรจะพบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าดูเป็นสัดส่วนกำไร EBITDA จะเห็นว่า

แม้รายได้จะมาจากการขายน้ำมัน 91% แต่กำไรมาจากการขายน้ำมันแค่ 71% เป็นกลุ่ม Non-Oil อีก 25% ที่เป็นแบบนี้เพราะธุรกิจการขายน้ำมันเป็นธุรกิจที่กำไรน้อยกว่า การทำธุรกิจคาเฟ่หรือร้านอาหาร

อัตรากำไรของธุรกิจน้ำมันอยู่ที่ 4.5% ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-Oil) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 52% ดังนั้นการเติบโตของธุรกิจ Non-Oil จะส่งกำไรให้กับ PTTOR มากกว่า

เหตุผลนี้จึงอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ PTT ลงมาทำธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ เพราะธุรกิจน้ำมันมันกำไรบางโคตรๆ แถมราคาขายก็เหวี่ยงตามราคาน้ำมัน ทำให้รายได้แกว่งไปแกว่งมาได้บ่อยๆ 

นอกจากนั้นปั้มปตท.ในตอนนี้ก็มีอยู่มากกว่า 2,000 ปั๊มในประเทศไทย เป็นส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30%

พูดง่ายๆคือ 1 ใน 3 ของปั๊มในประเทศไทยคือปั๊มปตท. ถ้าจะขยายปั๊มเพิ่มก็คงต้องยอมขยายในพื้นที่ๆไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้มาอาจจะไม่คุ้ม มาทำคาเฟ่กับร้านอาหารในปั๊มน่าจะทำกำไรได้ง่ายกว่า จึงเป็นที่มาของการมี PTTOR ที่เป็นบริษัทที่เข้ามาจัดการเรื่องการค้าปลีกและเพิ่มธุรกิจ Non-Oil ขึ้นมา

ซึ่งพอแนวทางการเติบโตมันมาทางนี้คนที่ซื้อหุ้น PTTOR ก็คงคาดหวังเรื่องการเติบโตของอเมซอนและร้านอาหารต่างๆเป็นหลัก ดังนั้นเรามาดูกันต่อว่าแล้วธุรกิจดาวรุ่งอย่างอเมซอนของ PTTOR มีอะไรดี?

คาเฟ่ อเมซอน มีอะไรดี?

คิดถึงกาแฟหลายคนคิดถึง Starbucks จะมีกี่คนที่รู้ว่า อเมซอนคือร้านกาแฟอันดับหนึ่งที่แท้ทรู ปีหนึ่งขายกาแฟได้มากถึง 264 ล้านแก้ว มีส่วนแบ่งการตลาดมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย!ไม่ว่าจะเป็นในมุมของรายได้ จำนวนสาขา หรือจำนวนแก้วที่ขายได้

  • รายได้ มีส่วนแบ่งการตลาด 37.8%
  • จำนวนสาขา มีส่วนแบ่งที่การตลาด 29.7%
  • จำนวนแก้ว มีส่วนแบ่งการตลาด 26.9%

ถ้านับเฉพาะในปั๊มน้ำมัน อเมซอนจะเป็นเบอร์ 1 ที่ขาดลอยมาก นับจากรายได้มีส่วนแบ่งตลาด 84%

ถ้านับเฉพาะร้านกาแฟนอกปั๊มน้ำมัน เบอร์ 1 น่าจะเป็น Starbucks ที่มี 300 กว่าสาขา มีส่วนแบ่งการตลาดนับจากรายได้ราวๆ 30%  อเมซอนเป็นเบอร์ 2 ส่วนแบ่งประมาณ 16%

ทั้งร้านกาแฟนอกปั๊มและในปั๊มถ้าวัดกันที่การเติบโต ร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันโตเยอะกว่ามาก ที่ผ่านมาโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ในอนาคตน่าจะโตราวๆ 10-12% (เอาจริงๆการเติบโต 80% มาจากอเมซอน ดังนั้นการเติบโตของSegment นี้แทบจะเรียกได้ว่ามาจากอเมซอนล้วนๆเลยก็ว่าได้)

อเมซอนมีสาขาทั้งสิ้น 3,150 สาขาแบ่งเป็นประเทศได้ตามนี้ครับ

  • ไทย 2,912
  • กัมพูชา 134 สาขา
  • ลาว 65 สาขา
  • ฟิลิปปินส์ 17 สาขา
  • โอมาน 7 สาขา
  • สิงคโปร์ 3 สาขา
  • มาเลเซีย 1 สาขา
  • จีน 1 สาขา

จะเห็นว่าตอนนี้อเมซอนเริ่มขยายออกไปต่างประเทศมากแล้ว ในกัมพูชานี่เรียกได้ว่าเข้าขั้นได้รับความนิยมเลยทีเดียว ดังนั้นการเติบโตของอเมซอนในอนาคตน่าจะอิงอยู่กับต่างประเทศและการเปิดร้านนอกปั๊มน้ำมันปตท.เป็นหลัก

ในไทยสาขาของอเมซอนที่เป็นร้านแฟรนไชส์มีประมาณ 80% เป็นร้านค้าของบริษัทเอง 20% ในต่างประเทศกว่าจะมีคนมาซื้อแฟรนไชส์ บริษัทคงต้องไปเปิดเองให้มีสาขาประมาณนึงระบบแฟรนไชส์ถึงจะจุดติด การเข้าตลาดหุ้นรอบนี้ของ PTTOR มีวัตถุประสงค์หลักคือการขยายธุรกิจ Non-Oil และการเติบโตต่างประเทศ

สรุปอเมซอน ค้าปลีก และร้านอาหารถือ เป็นส่วนธุรกิจที่สำคัญกับPTTOR มาก เพราะทำกำไรให้ได้มากกว่าการขายน้ำมันเยอะ แถมยังดูเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ต่อเนื่อง ยังไม่อิ่มตัว รายได้ไม่ได้ผันผวนตามราคาตลาดโลกแบบน้ำมัน และไม่อิงกับค่าการตลาดน้ำมันที่ขึ้นๆลงๆ ธุรกิจ Non-Oil จะเป็นเครื่องจักรปั๊มกำไรที่สำคัญและทำให้ PTTOR สามารถใช้พื้นที่ๆมีอยู่ในปั๊มปตท.ซึ่งอยู่ในทำเลที่สุดยอดให้ได้ประโยชน์สูงสุด

แต่การดูหุ้น PTTOR จะดูแต่อเมซอนอย่างเดียวคงไม่ถูก เพราะกว่า 91% ยังคงเป็นรายได้จากการขายน้ำมัน ถ้าธุรกิจ Non-Oil ดี แต่ธุรกิจน้ำมันพัง ก็คงแย่อยู่ดี ดังนั้นมแวะาดูตัวธุรกิจน้ำมันของ PTTOR กันซักหน่อย

ธุรกิจนำ้มันเป็นอย่างไร?

ปี 2561 และ 2562 เป็นปีที่ไม่ค่อยดีของน้ำมันเท่าไหร่ ราคาน้ำมันตกหนัก กำลังซื้อก็ไม่ค่อยดี เลยพาลฉุดเอารายได้น้ำมันของ PTTOR ลงไปด้วยเล็กน้อยประมาณ 2-3% ไหนจะมีปัญหาเรื่อง COVID-19 ในปี 2563 และราคาน้ำมันที่ตกหนักเมื่อช่วงต้นปี แม้ยังไม่เห็นงบการเงินแต่บอกได้เลยว่าคง “ไม่ต้องใส่น้ำปลาเพิ่ม” เพราะมันน่าจะดูไม่จืดแน่นอน 

ต้องบอกไว้ตรงนี้ก่อนว่าแม้รายได้ไม่โต แต่กำไรมีโอกาสโตได้นะ เพราะผู้ค้าปลีกน้ำมันส่วนใหญ่มีกำไรจาก “ค่าการตลาดน้ำมัน” และการควบคุมต้นทุนการบริการ ดังนั้นแม้ราคาน้ำมันลดลงก็ไม่ได้หมายความว่ากำไรจะลดลงตามในสัดส่วนเท่าๆกันนะครับ และในปี 2563 นี้ราคาน้ำมันอยู่ต่ำอยู่แล้ว ไม่น่ามีการลดค่าการตลาดน้ำมันเหมือนในปีก่อนๆ ทำให้ถ้าค่าการตลาดสูง แม้ขายน้ำมันได้น้อย แต่กำไรดีกว่าก็อาจจะทำให้กำไรในภาพรวมออกมาโตได้ หรือถ้าลดก็อาจจะลดลงไม่มาก อันนี้ต้องไปช่วยกันลุ้นตอนงบออก

สรุปแล้วหุ้น PTTOR น่าซื้อไหม?

เก็บข้อมูลมาถึงตรงนี้ผมว่าธุรกิจ Non-Oil อย่างพวกอเมซอน ร้านอาหาร พื้นที่เช่านี่ค่อนข้างชัดๆว่าโตแน่นอน (ยกเว้นช่วงCOVID นะ) ธุรกิจต่างประเทศดูๆยังไม่ค่อยชัดว่าสำเร็จหรือไม่แต่ก็ดูมีPotential สูง ส่วนธุรกิจน้ำมันปีนี้ต้นปีคงไม่ค่อยดีแถมมีการปิดเมือง แต่ปลายปีน่าจะกลับมาได้ ภาพรวมดูกลางๆค่อนไปทางดีแต่ไม่ถึงกับดีมาก ดีเวอร์ๆ

ส่วนในเชิงคุณภาพและความแข็งแกร่งของหุ้น PTTOR อันนี้แทบไม่ต้องถามเพราะธุรกิจน้ำมัน ปั๊มก็อยู่ในทำเลที่ดี ส่วนNon-Oil ก็เป็นธุรกิจแบรนด์ดังที่สำเร็จแล้วอย่างอเมซอน ส่วนที่กำลังจะสำเร็จตามมาก็น่าจะเป็นเท็กซัสชิกเก้นและ FIT Auto Center พอได้เงินIPO มาน่าจะมีการเอาไปใช้หนี้ ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเอาไปขยายธุรกิจ

ดูจากงบการเงินจะเห็นว่า PTTOR มีกำไรขั้นต้นราวๆ 40,000 ลบ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารประมาณ 25,000 ลบ. หักลบเป็นกำไรจากการดำเนินงาน 13,000 ลบ. จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมีสัดส่วนราวๆ 60% ของกำไรขั้นต้นเลยทีเดียวซึ่งค่อนข้างมาก และถ้าดูย้อนหลังจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ค่อยได้เพิ่มเท่าไหร่นัก

นั่นหมายความว่าถ้า PTTOR สามารถทำให้รายได้โตได้ โดยควบคุมสัดส่วนให้อยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงของเดิม และคุมค่าใช้จ่ายให้โตน้อยกว่ากำไรขั้นต้นและรายได้ จะทำให้เกิด Operating Leverage การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกำไรสุทธิบรรทัดสุดท้าย อารมณ์รายได้โต 10% กำไรสุทธิโต 15-30% แถวๆนี้

ดังนั้นคำถามตัวใหญ่ของ PTTOR จึงไม่ใช่เรื่องความแข็งแกร่งของกิจการเท่าไหร่ แต่เป็นคำถามของการเติบโตรายได้ วิธีการเติบโตว่าจะโตในประเทศยังไง ต่างประเทศยังไง ต้องใช้เวลาช้าเร็วแค่ไหน รวมไปถึงการควบคุมต้นทุนว่าถ้าไปเปิดต่างประเทศแล้วค่าใช้จ่ายจะบวมขึ้นรึเปล่า อัตรากำไรจะเหมือนเดิมหรือไม่? 

นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ PTTOR เลือกIPO เข้าตลาดหุ้นในตอนนี้จังหวะที่ธุรกิจในประเทศค่อนข้างโตช้า ถ้าอยากโตเร็วก็ต้องออกไปต่างประเทศซึ่งก็จะเสี่ยงมากกว่า ใช้เงินทุนสูงกว่า

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอีกอย่างคือเรื่องราคาหุ้นที่จะ IPO เข้ามาว่าจะแพงมาก แพงน้อยแค่ไหน (ราคาถูกน่าจะไม่ได้เห็นอยู่แล้ว) ช่วง COVID ตัวธุรกิจถูกผลกระทบอย่างไร ถ้ากระทบมากช่วงที่เข้าตลาดมาอาจจะเป็นจังหวะให้ซื้อก่อนที่ PTTOR จะกลับไปเติบโตเหมือนเดิมในปีหน้า ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ด้วยธุรกิจทรงแบบนี้ อาจไม่กลับลงมาให้ซื้ออีกเลยก็เป็นได้

ใครอยากศึกษาเพิ่มเติมไปอ่านบทความอันเก่าของผมได้ครับ สรุปหุ้น PTTOR ขุมทองปตท. ก่อน IPO เข้าตลาดปีนี้ (ข้อมูลอัพเดทล่าสุด 2020) อัพเดทไว้ตอนต้นปี ตอนนั้นข้อมูลตัวจริงยังไม่ออก อาจมีข้อมูลผิดพลาดบ้างนะครับ เพราะผมใช้วิธีหามาจากหลายๆที่แล้วประเมินเอา

อย่าลืมกด Like Page Facebook ให้กำลังใจทีมงาน Buffettcode ด้วยนะครับ