1+1>2 เปิดตำนาน Sephora & Louis Vuitton

1+1>2 เปิดตำนาน Sephora & Louis Vuitton

 

กลายเป็นข่าวดังไปเมื่อหลายวันก่อนที่ LVMH ซื้อ Dior เพิ่มเติมเพื่อเป็นเจ้าของแบรนด์ Dior อย่างเต็มตัว สำหรับคนทั่วๆไปเมื่อได้ยินชื่อ Louis Vuitton มักจะนึกถึงกระเป๋าหนังใบงามที่โด่งดังและเป็นที่นิยมมามากกว่า 100 ปีแล้ว Louis Vuitton เป็นเพียงหนึ่งในแบรนด์ของกลุ่ม Louis Vuitton Moet Hennessy (LVMH) เท่านั้น LVMH ยังมีสุดยอดแบรนด์ภายใต้การเป็นเจ้าของอีกหลายแบรนด์เช่นนาฬิกาชื่อดังอย่าง Tag Heuer, Hublot เครื่องสำอางค์อย่าง Guerlain, Make Up Forever, Benefit เครื่องประดับอย่าง Bvlgari และนอกจากนี้ยังมีแบรนด์ที่ทำธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าความงามที่ใครๆก็รู้จักกันดีแต่ไม่รู้ว่าเป็นของ LVMH นั่นก็คือ Sephora

Sephora เป็นร้านค้าปลีกสินค้าความงามสัญชาติฝรั่งเศสที่มี Concept เกิดมาจากปัญหาของการซื้อของตาม Counter brand แล้วรู้สึกอึดอัดเพราะลองได้ไม่กี่อย่าง แถมจะลองหลายๆแบรนด์ก็ต้องเดินไปเดินมา จะไม่ซื้อก็เกรงใจ ดังนั้น Sephora จึงสร้างร้านขึ้นมาด้วยการให้อิสระลูกค้าในการลองสินค้าต่างๆในร้านได้อย่างเต็มที่สไตล์ “assisted self-service” ซึ่งทำให้เกิดลูกค้าสบายใจและรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ไป Sephora

 

สินค้าในร้านถูกจัดเรียงด้วย Layout แบบร้านขายยาเพื่อความสะดวก แต่ตกแต่งร้านด้วยบรรยากาศแบบไนท์คลับ เสริมบรรยากาศด้วยการเปิดเพลงตื๊ดๆ ที่มีจังหวะสนุกสนานสร้างบรรยากาศดีๆให้กับการช๊อปปิ้งในร้าน ซึ่งมันแตกต่างและดีกว่าอย่างมากกับการซื้อสินค้าใน Counter ตามห้างสรรพสินค้า ทำให้ Sephora กลายเป็นที่นิยมของเหล่าสาวๆผู้รักความงามอย่างรวดเร็ว

ในปี 1997 Sephora ได้เปิดสาขาที่ถนนฉองเซลิเซ่ และในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนั้นก็ถูก Takeover โดย LVMH และหลังจากนั้นด้วยความร่วมมือกันของแบรนด์ที่อยู่ภายใต้ LVMH Sephora ก็ขยายธุรกิจและเปิดสาขาของร้านไปทั่วโลก ปัจจุบันมีร้าน Sephora ทั้งหมด 2,300 สาขารวม Mini-Sephora ที่อยู่ในห้าง JCPenney ด้วย  โดยดำเนินงานใน 33 ประเทศทั่วโลก และมีการคาดกันไว้ว่ารายได้ของ Sephora จะเป็นตัวผลักดันรายได้ของกลุ่ม Retail ให้สูงเกินกว่ารายได้ของกลุ่ม Fashion&Leather goods ของ LVMH เป็นครั้งแรกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

 

ในปี 2016 LVMH มีรายได้จากกลุ่ม Fashion&Leather goods ที่ 12,775 ล้านยูโรหรือ 34% ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่รายได้จากกลุ่ม Retail อยู่ที่ 11,973 ล้านยูโรหรือ 31.8% ของรายได้ทั้งหมด หากดูอัตราการเติบโตย้อนหลังของกลุ่ม Retail จะสูงกว่ากลุ่ม Fashion&Leather goods เสมอ ถ้ายังเติบโตแบบนี้ในอนาคตเราจะเห็นรายได้ส่วนใหญ่ของ LVMH ไม่ได้มาจากสินค้าอย่างกระเป๋าอีกต่อไปในอีกไม่กี่ปีแน่นอน และแม้อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีของกลุ่ม Retail จะยังตํ่ากว่าที่ 7.7% ถือว่ายังห่างจากอัตรากำไรของกลุ่ม Fashion&Leather goods ที่ 30.3% มากแต่ก็ถือว่าเป็นกลุ่ม Business unit ที่มีความสำคัญมากๆไม่แพ้กระเป๋าเลยอยู่ดีเพราะอะไร? เรามาดูกัน

จากข้อมูลในรายงานประจำปีของ LVMH กลุ่ม Retail รวมSephora มีรายได้จาก USA 41%, EU 8%, Asia ex.JP 27%, France 12%, Other 11% และ Japan 1% ตลาดสหรัฐที่สาขาประมาณ 430 สาขาถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สุดแต่ก็เป็นเพราะเปิดมานานพอสมควรเพราะน่าจะเป็นตลาดที่สองที่ Sephora มุ่งเน้นหลังจากที่ LVMH เทคโอเวอร์ไป ตลาดแรกคือฝรั่งเศส จำนวนร้านสาขาในหมวด Retail ซึ่งจริงๆรวมร้านของ DFS ที่ทำ Duty free และห้าง Le Bon Marche แต่ร้านส่วนใหญ่น่าจะเป็นของ Sephora จำนวนสาขาเติบโตจาก 1,466 ร้านในปี 2012 มาเป็น 1,778 ร้านในปี 2016 ถือว่าเติบโตของเครือข่ายจัดจำหน่ายรวดเร็วแม้จะถูกกดดันด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่แค่ขยายแต่จำนวนเท่านั้นแต่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

 

ข้อมูลในปี 2012 ได้มีการประเมินไว้ว่า Sephora น่าจะมี Market share ในตลาดร้านค้าปลีกสินค้าความงามของ USA ถึง 12% China 15% และ France 24% ถือว่าเป็นตัวเลข Market share ที่ไม่ธรรมดาเข้าข่ายเป็นผู้นำหรือไม่ก็เบอร์ต้นๆแน่นอน Counter brands ทั้งหลายหรือไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง L’Oreal  หรือ Estee Lauder เริ่มมีร้อนๆหนาวๆ คิดกันบ้างว่า บางทีการร่วมงานกับ Sephora ตอนนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีอีกต่อไป

แบรนด์ไหนที่เป็นสินค้าขายดีของ Sephora แม้จะขายดีแต่ก็ต้องจ่ายค่าพื้นที่เพื่อให้สินค้าของตนเองอยู่ในที่ๆดีตลอดซึ่งบางครั้งก็เป็นที่ๆดีรองลงมาจากสินค้า House brand ของ Sephora เองที่เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆและสินค้าของ LVMH

 

เราจะเห็นได้ว่านอกจากปัจจัยเชิงตัวเลขอย่างรายได้และจำนวนสาขาที่ครอบคลุมแล้ว Sephora ยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนหลายๆธุรกิจของ LVMH ได้อย่างดีอีกด้วย อย่างเช่นความสำเร็จของแบรนด์เล็กๆอย่างเครื่องสำอางค์ Benefit ที่ขึ้นมาท้าชนแบรนด์ใหญ่ได้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะได้เครือข่ายของ Sephora สนับสนุนจากแบรนด์เล็กๆใน San Francisco จนกลายเป็นแบรนด์ดังระดับโลกได้ ธุรกิจส่งเสริมกันขนาดนี้จะให้ LVMH ไม่รัก Sephora ได้อย่างไร?

 

ความสำเร็จของ Sephora ไม่ได้หยุดอยู่ที่ในร้านเพียงอย่างเดียวแต่ยังสร้างประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่าน Beauty Insider reward program ที่ Sephora ใช้ข้อมูลของลูกค้าเช่น ลักษณะผิว และสไตล์การแต่งหน้าเพื่อสร้างโปรโมชั่นพิเศษและนำเสนอสินค้าที่เหมาะสมกับตัวลูกค้า การสร้าง Word of mouth ด้วยการเป็นพันธมิตรกับ Beauty influencer ชั้นนำบน Digital Platform อย่าง Instragram หรือ Youtube

สาวๆ ในยุคต่อไปจะยังมีความต้องการที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น ข้อมูลและความเข้าใจในตัวลูกค้าอย่างลึกซึ้งจะยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ Sephora และธุรกิจร้านค้าปลีกความงามต่อไป ดูๆไปแล้วก็คงยากที่จะมีใครมาต่อกรกับ Sephora ภายใต้ร่มเงาของ LVMH ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแข็งแกร่งสุดๆ ตราบใดที่สาวๆยังไม่หยุดสวย LVMH และ Sephora  ก็ยังคงโตต่อไป จุดสิ้นสุดจะอยู่ตรงไหนตอนนี้คงยังไม่มีใครตอบได้แต่ก็รู้แน่ๆว่าไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน หรือจริงๆแล้วเรื่องราวของ Sephora ในตอนนี้อาจจะเป็นเพียงตำนานบทแรกของการเริ่มต้นก็เป็นได้?

 

ติดตามเรื่องราวการลงทุนและธุรกิจดีๆได้ที่เพจ BUFFETTCODE