วิเคราะห์หุ้นกลุ่ม “Services” ประเทศไทยหลังเปิดเมืองวิเคราะห์หุ้นยังไงดี? เจาะลึกหุ้นโรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน

หุ้นเปิดเมือง

หุ้น Service เป็นหุ้นกลุ่มที่โดนผลกระทบหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งจากวิกฤตในปี 2563 ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการ “ปิดเมือง” ทำให้ธุรกิจอย่าง โรงแรม ร้านอาหาร โรงพยาบาล

ดัชนีหุ้น Services ของประเทศไทยตกลงจากจุดสูงสุดที่ 550 จุด ไปต่ำสุดที่ 330 จุด ลดลงไป 40% หุ้น Services ขนาดเล็กโดนผลกระทบอย่างหนัก

  • โรงแรม หุ้น VRANDA จุดสูงสุดต้นปี 2563 อยู่ที่ 8.50 บาท หุ้นลงมาต่ำสุดที่ 4.35 บาท ลดลง 48%
  • โรงพยาบาลไทยนครินทร์ หุ้น TNH จุดสูงสุดต้นปี 2563 อยู่ที่ 35.00 บาท หุ้นลงมาต่ำสุดที่ 22.50 บาท ลดลง 35%
  • โรงเรียนอินเตอร์ SISB หรือหุ้น SISB จุดสูงสุดต้นปี 2563 อยู่ที่ 11.10 บาท หุ้นลงมาต่ำสุดที่ 5.50 บาท ลดลง 50%

หากหุ้นที่มีพื้นฐานดี การลงมาของราคาหุ้นจึงเป็นโอกาสเข้าลงทุนที่นานๆ จะมีซักครั้ง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้หุ้นในกลุ่ม Services ก็ปรับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดพอสมควร จากแนวโน้มการกลับมาเปิดเมืองของประเทศไทย ที่อาจทำให้หุ้นเหล่านี้เติบโตอีกครั้งได้?

บทความนี้จะขอปูพื้นฐานวิธีการวิเคราะห์หุ้น Services แบบเจาะลึกในอุตสาหกรรม 3 โรง หุ้น VRANDA โรงแรมหุ้น TNH โรงพยาบาล และหุ้น SISB โรงเรียน

1. หุ้นโรงแรม

หลักการวิเคราะห์หุ้นโรงแรม ต้องวิเคราะห์สิ่งที่เรียกว่า Average Daily rate (ADR) , Occupancy Rate (OCC) และ Revenue Per Available Room (RevPar) ให้ออก โดยข้อมูลเหล่านี้ดูได้ใน MD&A หรือคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการซึ่งมักจะอธิบายความเคลื่อนไหวของบริษัทในไตรมาสที่ผ่านมาไว้ หาอ่านได้ในเว็บ www.SET.or.th ทุกไตรมาส และอีกอย่างที่ต้องดูคือ Presentation ใน Opportunity Day ของตลาดหลักทรัพย์ครับ

Average Daily rate (ADR) คืออัตราค่าห้องเฉลี่ยของโรงแรมนั้นๆ พูดง่ายๆคือค่าโรงแรมที่เราจ่ายต่อคือนี่แหละครับ ยิ่งค่าห้องสูงมาก รายได้และกำไรของโรงแรมยิ่งดีขึ้น

Occupancy Rate (OCC) คืออัตราการเข้าพัก คิดเป็น % เช่นถ้ามีห้องพัก 100 ห้อง แล้วมีคนเข้าพัก 50 ห้อง คิดเป็นอัตราการเข้าพักที่ 50% ครับ

สุดท้าย Revenue per available room (RevPar) หรือ คือการเอา ADR และ OCC มาคำนวณรวมกันออกมาเป็นปัจจัยตัวเดียว ได้ผลออกมาคือรายได้ที่มาจากห้องที่มีการเข้าพักทั้งหมดครับ

ผมคิดว่าเพื่อนๆคงพอจะเดาประเด็นของกลุ่มโรงแรมในปี 2563 ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นอัตราการเข้าพัก หรืออัตราค่าห้องเฉลี่ย ล้วนแล้วแต่ตกต่ำหนักมากจากการปิดประเทศและปิดเมือง ดังนั้นเมื่อกลับมาเปิดเมืองให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใหม่ หุ้นที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มโรงแรมเนี่ยแหละ

อีกส่วนสำคัญในการเลือกหุ้นโรงแรมสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้คือสัดส่วนรายได้ครับ โรงแรมแต่ละโรงมีสัดส่วนรายได้ที่แตกต่างกัน เช่น

รายได้ของ MINT แยกด้วยธุรกิจ

  • รายได้จากโรงแรม 51%
  • รายได้จากอาหาร 42%
  • รายได้จากสินค้า Lifestyle 7%

รายได้ของ MINT แยกด้วยประเทศ

  • รายได้ในประเทศ 29%
  • รายได้ต่างประเทศ 71%

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ VRANDA จะเห็นว่า

รายได้ของ VRANDA แยกด้วยธุรกิจ

  • รายได้จากโรงแรม 28%
  • รายได้จากอสังหาฯ 63%
  • รายได้จากอาหาร 7%
  • รายได้จากการบริหารจัดการ 1%

และ VRANDA มีรายได้จากในประเทศ 100%

ถ้าดูเผินๆจะคิดว่า VRANDA ไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าไหร่จากการเปิดเมือง แต่ถ้าย้อนกลับไปดูปี 2019 จะเห็นว่าถ้าธุรกิจโรงแรมดำเนินงานตามปกติ จะมีสัดส่วนรายได้ไม่น้อยกว่า 70% ของ VRANDA เพียงแต่ในปี 2020 VRANDA ขาดรายได้ธุรกิจโรงแรมไปมากเลยทำให้สัดส่วนรายได้เปลี่ยนไป ถ้ากลับมาเปิดเมืองได้มีแนวโน้มสูงมากที่รายได้โรงแรมจะกลับมาดีขึ้น

สัดส่วนรายได้ของ VRANDA ในปี 2019
สัดส่วนรายได้ของ VRANDA ในปี 2019
ที่มา: รายงานประจำปี 2019 ของ VRANDA

ในส่วนของ MINT เนื่องจากมีโรงแรมในต่างประเทศและอาหารด้วย ทำให้ราคาหุ้นฟื้นตัวมาล่วงหน้าแล้ว แม้จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองของประเทศไทย แต่เชื่อว่า VRANDA จะได้มากกว่า เพราะเป็นรายได้จากในประเทศ 100%

ภาพรวมของกลุ่มโรงแรมในปี 2021 เราจะได้เห็น อัตราการเติบโตของรายได้ อัตรากำไรขั้นต้น ที่ดีขึ้นของกลุ่มโรงแรม และอัตราค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิดีขึ้นมาก

หากใครต้องการศึกษาข้อมูลให้มากขึ้น หรืออยากรู้ว่าราคาเป้าหมายของหุ้น VRANDA เป็นเท่าไหร่ สามารถดูได้ที่โครงการ “Attractive Stock นักวิเคราะห์ เจาะหุ้นเด่น” ซึ่งมีการ Cover หุ้นเด่นขนาดเล็กที่คนในตลาดอาจจะมองข้ามแต่เป็นหุ้นที่ดี ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วมีบทวิเคราะห์กว่า 100 บทวิเคราะห์แล้วครับ

สามารถเข้าไปดูได้ผ่าน Link นี้เลยครับ https://setga.page.link/dpdqHAehyB3bDVEHA

2. หุ้นโรงพยาบาล

รู้ไหมครับว่ากำไรหลักๆของหุ้นโรงพยาบาลส่วนใหญ่แล้วมาจากคนไข้ IPD หรือสิ่งที่เราเรียกว่า “คนใข้ใน” หรือคนไข้ที่ต้องนอนโรงพยาบาล นั่นเองครับ

หลายคนอาจจะคิดว่าการระบาดของโรคน่าจะทำให้กลุ่มโรงพยาบาลได้ประโยชน์จากการตรวจ COVID แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ถูกทั้งหมด เพราะการตรวจ COVID ไม่ได้มีสัดส่วนรายได้มาก เท่าการที่คนไข้ที่ต้อง Admit นอนโรงพยาบาล ปี 2563 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะชลอการมาโรงพยาบาลกัน เพราะกลัว COVID ใครสามารถเลื่อนการผ่าตัด หรือรักษาโรคที่รอได้ก็รอ เลื่อนออกไป ทำให้รายได้ที่กำไรดีที่สุดของกลุ่มโรงพยาบาลลดลง

ส่วนตัวแล้วผมเชื่อคนไข้เหล่านั้นต้องกลับมาหลังเปิดเมืองครับ ซึ่งจะทำให้อัตราการครองเตียงของรายได้แบบ IPD สูงขึ้นและกำไรโดยรวมของโรงพยาบาลดีขึ้น เราจะเริ่มเห็นอัตราการกำไรขั้นต้นหรือ Gross Profit Margin ของกลุ่มโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะครับ

ในกรณีของหุ้น TNH ยังมีการขยายโรงพยาบาลไทยนครินทร์ 2 ด้วยเพื่อเพิ่มจำนวนห้องพักในโรงพยาบาล ยิ่งทำให้ในอนาคต TNH จะได้รายได้ที่กำไรดีๆจากส่วน IPD มากขึ้นไปอีก นับว่าเป็นหุ้นโรงพยาบาลที่น่าสนใจอีกตัวครับ

นอกจากเรื่องการเติบโตของรายได้ IPD แล้ว หุ้นโรงพยาบาลยังมีปัจจัยเฉพาะของแต่ละโรงพยาบาลเช่น

สัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ – โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ป่วย Medical Tourism อย่าง BH, EKH, Dจะได้ประโยชน์มากกว่า BDMS, RPH หรือ LDC

สัดส่วนรายได้กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด – โรงพยาบาลในต่างจังหวัดมีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่า เนื่องจากการแข่งขันที่น้อยกว่าในกรุงเทพฯ โดยรายได้เติบโตทั้งคู่ แต่โรงพยาบาลต่างจังหวัดมีแนวโน้มเติบโตมากกว่า

สัดส่วนรายได้จากการตรวจ COVID – ในช่วงวิกฤตมีโรงพยาบาลหลายที่ๆรับตรวจ COVID และได้ประโยชน์ตรงนี้ ถ้าเปิดเมืองได้ และฉีดวัคซีนกันครบ รายได้ตรงนี้มีแนวโน้มลดลงนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง

BCH Company Presentation
BCH Company Presentation
ที่มา: www.bangkokchainhospital.com

หุ้นโรงพยาบาลส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง มาก-น้อยแตกต่างกันไป แต่จะมีโรงพยาบาลบางโรงที่มีการลงทุนเพิ่ม เปิดโรงพยาบาลใหม่ในช่วงนี้ ซึ่งอาจะทำให้ค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รายได้ที่มาจากการฟื้นตัวอาจไม่มากเพียงพอ Cover ค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมจากโรงพยาบาลใหม่ ทำให้ไม่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวมากเท่าที่ควร อันนี้ก็ต้องระวังอีกเช่นกันครับ

ใครอยากดูบทวิเคราะห์อย่างละเอียดสามารถเข้าไปที่หน้านี้ครับ โครงการดีๆของตลาดหลักทรัพย์จัดไว้ให้หมดแล้ว https://setga.page.link/dpdqHAehyB3bDVEHA

3. หุ้นโรงเรียน

ในกลุ่ม Services หุ้น SISB ถือเป็นหุ้น Service น้องใหม่ล่าสุด เพราะตลาดหุ้นไทยไม่เคยมีหุ้นโรงเรียนมาก่อนเลย SISB ถือเป็นหุ้นที่มีการเติบโตและเป็นหุ้น Defensive ในเวลาเดียวกัน เพราะค่าเล่าเรียนโรงเรียนอินเตอร์นั้นผมเชื่อว่าทุกๆคนคงทราบดีว่ากำไรดีแค่ไหน แถมยังมีการขึ้นค่าเทอมทุกปีด้วย

แต่การมาของวิกฤตโรคระบาด ทำให้โรงเรียนต้องปิด และเด็กๆกลับไปเรียนจากที่บ้าน ซึ่งส่งผลให้รายได้ของโรงเรียนหายไป เช่น รายได้จากการสอนพิเศษ รายได้กิจกรรม รายได้ค่าอาหารและอุปกรณ์ต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ไม่เพียงแต่โรงเรียนไม่สามารถขึ้นค่าเทอมได้ แถมยังต้องลดค่าเรียนให้กับนักเรียนอีกด้วย ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนอินเตอร์ไทย

ดังนั้นปัจจัยที่ต้องวิเคราะห์ให้ขาดของหุ้น SISB ไม่ใช่การเติบโตของรายได้หรือกำไรครับ แต่เป็นจังหวะที่โรงเรียนสามารถกลับมาเก็บค่าเทอมตามปกติ หรือสามารถขึ้นค่าเทอมได้ต่างหาก เพราะถ้าขึ้นค่าเทอมได้ รายได้และกำไรของโรงเรียนจะตามมาเองเป็นธรรมชาติ (ใบ้ให้ว่าณ.ปัจจุบัน SISB สามารถกลับมาเก็บค่าเทอมได้ตามปกติแล้วนะครับ ส่วนขึ้นค่าเทอมคิดว่าขอเวลาอีกไม่นาน)

ส่วนที่น่าสนใจของหุ้น SISB คือการเปิดโรงเรียนสาขาใหม่ ซึ่งจะเป็นจังหวะที่ทำให้รายได้ของ SISB ดีดตัวแรงอีกครั้งในช่วงปลายปี 2564 ครับ

สิ่งที่ควรจับตามองสำหรับคนที่สนใจ SISB คืออัตรา Utilization ของโรงเรียนเดิมและโรงเรียนใหม่ครับ แม้ SISB จะขึ้นชื่อเรื่องการเปิดโรงเรียนใหม่และมีกำไรอย่างรวดเร็ว (ใน 1 ไตรมาสแรกเลย)

SISB Presentation 1Q21
SISB Presentation 1Q21
ที่มา: www.set.or.th/oppday

เพราะถ้าอัตรา Utilization rate ของโรงเรียนในแต่ละสาขาเพิ่มมากขึ้นจะทำให้อัตราการทำกำไรของ SISB ดีขึ้นอย่างมีนัยยะมากๆ เพราะอะไร? เพราะการมีนักเรียนเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างครู ค่าไฟ ค่าตึก ค่าที่ดิน จะเพิ่มตามครับ เพราะต้นทุนพวกนี้ถูกจ่ายไปหมดแล้วตอนเปิดโรงเรียน นักเรียนมากขึ้นก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นตามในสัดส่วนที่เท่ากัน

ในมุมมองของผมถ้าอยากเล่นหุ้นโรงเรียนอย่าง SISB ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ จำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลให้รายได้เพิ่ม กำไรสุทธิเพิ่มตาม และแน่นอนการเติบโตของปันผลที่จะตามมาเช่นกัน

แน่นอนข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาได้ในบทวิเคราะห์จากโครงการของ SET ERC นั่นเองครับ https://setga.page.link/dpdqHAehyB3bDVEHA

ก่อนจบบทความต้องบอกว่า ตลาดหุ้นนั้นมีโอกาสให้คนที่เปิดรับเสมอ อยู่ที่ว่าเราสามารถหาโอกาสนั้นเจอหรือเปล่า? โครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุน “Extended Research Coverage” (ERC)  SET, SEC และ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ไม่ใช่แค่โครงการบทวิเคราะห์ในมุมมองของผม แต่เป็นโครงการที่ทำเพื่อนักลงทุนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ แต่เปิดโอกาสการลงทุนในหุ้นที่โบรกเกอร์ และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่ได้ Cover

ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว บทวิเคราะห์มีมากกว่า 100 บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย ของเค้าดีขนาดนี้ต้องไม่พลาดเข้าไปดู และโหลดเก็บให้ไว

เพราะไม่มีใครรู้หรอกครับว่าวันนึงหุ้นในบทวิเคราะห์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำ อาจเป็นหุ้นที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้เลยทีเดียว !

ชอบสรุปข้อมูลอ่านง่ายแบบนี้ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ อย่าลืมกด Like Page Facebook Buffettcode แอด LINE OFFICIAL @BUFFETTCODE กันไว้นะครับ