เจาะลึก StashAway แอปบริหารการลงทุนต่างประเทศผ่าน ETF ด้วยเทคโนโลยีการลงทุนมาตรฐานสถาบันการเงินต่างประเทศ

StashAway

เดี๋ยวนี้แอปลงทุนกองทุนรวมมีให้เลือกมากพอสมควร แต่การจะหาแอปลงทุนที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนนั้นไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่

เร็วๆนี้แอป #StashAway เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทย โดยชูจุดยืนในการช่วยนักลงทุนไปลงทุน #ETF ต่างประเทศในรูปแบบกองทุนส่วนบุคคลและมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำเพียง 0.2-0.8% ต่อปี จบในค่าธรรมเนียมเดียว ไม่มีค่าธรรมเนียมอื่นๆยิบย่อย

ตัวบริษัทเองได้รับรางวัล Technology Pioneer จาก World Economic Forum และถือเป็นแอปบริหารการลงทุนอันดับหนึ่งใน Southeast Asia เปิดให้บริการใน financial hub หลักของเอเชีย เช่น SG, Hong Kong, UAE. รวมถึงประเทศไทยซึ่งได้รับ     ใบอนุญาตรับรองจาก ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว

หรือมันถึงเวลาแล้วที่คนไทยควรจะออกไปลงทุนต่างประเทศได้แบบเต็มๆ? แอป StashAway มีข้อดีอะไรบ้าง

ผลตอบแทนของแต่ละพอร์ตการลงทุนน่าสนใจแค่ไหนมาเจาะลึกกันครับ

#การลงทุนในแบบที่ควรจะเป็น
#StashAwayTH
#ลงทุนต่างประเทศ

ทุกวันนี้การลงทุนต่างประเทศเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะมีอุตสาหกรรมใหม่ๆตลอดเวลา บริษัทที่น่าสนใจ แถมยังมีตัวเลือกมหาศาล การลงทุนแต่เฉพาะในประเทศไทยอาจจะเป็นการจำกัดตัวเองไปนิด แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือ ลงทุนต่างประเทศที่ดีพอ การจะไปลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนไทยนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมสูง ต้องวุ่นวายกับการเปิดบัญชี ติดตามข่าวสารก็ยาก เลยทำให้คนลงทุนต่างประเทศยังน้อยอยู่

แต่ทุกอย่างที่ผมเขียนมากำลังจะเปลี่ยนไปด้วยการมาของ StashAway แอปบริหารการลงทุนที่เน้นลงทุนใน ETF ของบริษัทจัดการการลงทุนระดับโลกอย่าง BlackRock, Vanguard, SPDR โดยตรง และยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากๆ เพียง 0.2-0.8% ต่อปี แถมยังจบในค่าธรรมเนียมเดียว ไม่มีค่าธรรมเนียมอื่นๆยิบย่อย น่าจะทำให้การลงทุนต่างประเทศของคนไทยไปลงทุนกันได้ง่ายขึ้น

มาดูกันก่อนว่าหลังจากผมเข้าไปศึกษา StashAway ผมเห็นประโยชน์และข้อดีของแอปนี้ตรงไหนบ้าง?

  • Interface การใช้งานค่อนข้างง่ายมาก ทำให้ไม่รู้สึกถึงความยุ่งยากในการลงทุนต่างประเทศเลย
  • การเปิดบัญชีใช้เวลาเพียง 15 นาทีสามารถทำออนไลน์ได้ทั้งหมด และทำได้ตลอด 24 ชม. โดยใช้เอกสารคือหนังสือเดินทางและบัตรประชาชน
  • แผนการลงทุนครบถ้วนมีทั้งแบบเน้นให้เงินงอกเงยตามความเสี่ยงที่กำหนดเป็นตัวเลขและแผนตามเป้าหมายทางเงินเฉพาะ
  • มีความเสี่ยงให้เลือกถึง 12 ระดับ อย่างละเอียดแทนการดูแบบ ความเสี่ยงต่ำ กลาง สูง ซึ่งไม่สามารถวัดและเปรียบเทียบได้อย่างแม่นยำ
  • แอปมีการคาดการณ์ของมูลค่าพอร์ตตามความน่าจะเป็น  มี StashAway Risk Index ที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงแบบเข้าใจง่ายมากๆเป็นตัวเลข ช่วยให้เรากำหนดความเสี่ยงและทำความเข้าใจความเสี่ยงได้อย่างแท้จริง
  • กลยุทธ์การลงทุนเฉพาะทางระดับโลก      ที่พัฒนามาจากทฤษฎีการลงทุนระดับรางวัลโนเบลให้ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจในทุกๆสถานการณ์เพื่อใช้ในการปรับ Asset Allocation ให้กับนักลงทุนอยู่เสมอ
  • ค่าธรรมเนียมที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย ไม่ต้องคิดซับซ้อนให้ปวดหัว
  • นักลงทุนไม่ต้องเลือกว่าจะลงทุนในอะไรเพียงแค่บอกเป้าหมายและเลือกความเสี่ยง ระบบอัจฉริยะจัดการให้ทุกอย่างลดความยุ่งยากในการลงทุนในภาพรวม

หลังจากหาข้อมูลคร่าวๆ ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผมอยากลอง StashAway เลยครับ แล้วพอสมัครสมาชิก ลองเล่นแผนการลงทุนดู และเปิดบัญชี ต้องบอกเลยว่า WealthTech จากสิงคโปร์รายนี้จะไม่ทำให้นักลงทุนไทยผิดหวังแน่นอน

เริ่มต้นที่สิ่งที่สำคัญที่สุด แผนการลงทุนของ StashAway

การเลือกแผนการลงทุนจะเป็นสิ่งที่เจอเป็นอย่างแรกหลังจากเปิดบัญชีโครงสร้างแผนการลงทุนของ StashAway แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกันคือ

1. General Investing ลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยระยะยาวโดยเลือกความเสี่ยงจากทั้งหมด 12 ระดับที่เหมาะสมกับการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งทำให้เรากำหนดความเสี่ยงที่รับได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

2. Goal-based Investing การลงทุนโดยกำหนดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมเช่น ลงทุนเพื่อซื้อบ้าน เพื่อการศึกษาลูก เพื่อแต่งงาน หรือการเกษียณ เป็นต้น ดังนั้นการลงทุนในลักษณะ Goal-based Investing จะเป็นการเอาเป้าหมายมาวิเคราะห์แล้วค่อยคำนวณว่าต้องลงทุนเดือนละเท่าไหร่ ควรลงทุนในพอร์ตความเสี่ยงขนาดไหน และยังคอยแนะนำปรับความเสี่ยงให้จนบรรลุเป้าหมาย

ต้องบอกว่าแผนการลงทุนทั้ง 2 แบบของ StashAway หากดูผ่านๆจะไม่รู้สึกแตกต่างกับแอปลงทุนเจ้าอื่นๆซักเท่าไหร่ แต่พอดูไปในรายละเอียดจะพบว่า แผนการลงทุนของ StashAway นั้นมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ใช่น้อยเลย

ถ้านักลงทุนเลือก General Investing แอปพลิชั่นดูจะเป็นการให้ความสำคัญกับความเสี่ยงก่อนเป็นอันดับแรก โดยการแยกพอร์ตออกเป็น Core Port ที่ในเชิงทฤษฎีควรรับความเสี่ยงต่ำถึงกลางและ Higher-risk พอร์ตที่รับความเสี่ยงมากหน่อย เปรียบเทียบ Core Port เหมือนเป็นกองหลัง และ Higher-risk พอร์ตเหมือนเป็นกองหน้า

โดยหลักการของ General Investing ของ Stashaway อยู่บนพื้นฐานของ Statshaway Risk Index (SRI) โดยแต่ละ Risk Index ให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันไป เสี่ยงต่ำที่สุดคือ SRI 6.5% ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.8% ต่อปี สูงสุดคือ SRI 36% ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 17.1%* ต่อปี

StashAway Risk Index หมายความว่าอะไร?

จริงๆแล้วเป็น StashAway Risk Index ที่ StashAway สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการบ่งบอกโอกาสในการขาดทุนครับ เช่น SRI 6.5% หมายความว่าพอร์ตการลงทุนนั้นมีโอกาสขาดทุนเกิน 6.5% เพียง 1% เท่านั้น ใน 1 ปี ถ้า SRI 36% คือใน 1 ปีมีโอกาส 1% ในการขาดทุนเกิน 36% ในทุกๆ สภาวะเศรษฐกิจครับ

ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้นักลงทุนเห็นภาพความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น และเลือกพอร์ตที่เหมาะสมกับตนเองง่ายขึ้น เพราะมองทั้งสองด้าน ทั้งผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้

สำหรับตัวผมเองที่เป็นสายหุ้น ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี บอกเลยว่าถ้าออกไปลงทุนคงจัด SRI 36% (คาดหวังผมตอบแทนเฉลี่ย 17%) แต่ถ้าผมต้องแนะนำให้คุณน้าหรืออาของผม ผมคงแนะนำเป็น SRI 10-14% แทน (คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 7.6-8.4%) นับว่าพอเข้าใจใช้เป็นแล้วก็ทำให้เลือกได้ง่ายเหมือนกันครับ

ข้อมูลในรูปนี้นับว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่า StashAway ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงมากกว่าผลตอบแทนพอสมควรเลย (ไม่งั้น Risk Index คงชื่อ Return Index แทนแล้ว)

ในมุมของ Goal-based Investing จริงๆมีลักษณะการทำงานคล้ายๆกับ General Investing ครับ ต่างกันตรงที่มีเป้าหมายการลงทุนให้เลือก 8 แบบ

  1. เก็บเงินเพื่อการเกษียณ
  2. เก็บเงินซื้อบ้าน
  3. เก็บเงินสำหรับค่าเล่าเรียนลูก
  4. เก็บเงินไว้ดาวน์รถ
  5. เก็บเงินฉุกเฉิน
  6. เก็บเงินเพื่อเปิดธุรกิจส่วนตัว
  7. เก็บเงินแต่งงาน
  8. เก็บเงินท่องเที่ยว

อีกความแตกต่างของ Goal-based Investing คือมีระบบ Financial Advisor เพิ่มเข้ามา เพียงแค่สมัครสมาชิกแอป เลือกความต้องการ / เป้าหมายการลงทุนจาก 8 ข้อด้านบน ใส่ข้อมูลสิ่งที่ต้องการ หรือจำนวนเงินที่ต้องการ ระบบจะทำการคำนวณเงินลงทุนในแต่ละเดือนและพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ระบบจะคอยแนะนำให้ลดความเสี่ยงลงเมื่อใกล้ถึงเป้าหมาย เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตเมื่อใกล้ที่เราจะต้องใช้เงิน

ที่สำคัญพอเป้าหมายเป็นเป้าหมายระยะยาวแน่นอนว่า ETF ที่ดีของปีนี้อาจจะไม่ใช่ ETF ที่ดีในปีหน้า ดังนั้นจึงมีระบบ Re-optimisation หรือปรับพอร์ตเพื่อเอา ETF ที่จะเติบโตได้ดีในภาวะเศรษฐกิจนั้นๆเข้ามาในพอร์ต พร้อมทั้งมีระบบ Rebalancing เพื่อรักษาสัดส่วนการลงทุนให้ตรงตามเป้าอยู่เสมอ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมแต่อย่างใด จึงมั่นใจได้ว่าปรับพอร์ตรวดเร็วทันเหตุการณ์แน่นอนครับ

คำถามถัดมาคือพอเลือกระดับความเสี่ยง เป้าหมายและผลตอบแทนที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว StashAway ใช้วิธีอะไรในการเลือก ETF แต่ละตัว?

บริหารพอร์ตด้วยกลยุทธ์ ERAATM

ERAATM หรือ Economic Regime-based Asset Allocation เป็นกลยุทธ์การลงทุน     ลิขสิทธิ์เฉพาะของ StashAway ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นำทฤษฎี Modern Portfolio Theory (MPT) ของ Harry Markowitz ที่ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มาพัฒนาขึ้นอีกขั้นเพื่อให้ครอบคลุมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน ความผันผวน และความสัมพันธ์ของสินทรัพย์

หลักการของ ERAATM มีอยู่ 3 ขั้นตอนหลักๆ

  1. การวิเคราะห์ข้อมูลตลอดเวลาเพื่อระบุภาวะเศรษฐกิจ และเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับภาวะนั้นๆ และปรับพอร์ตให้เหมาะตามการเปลี่ยนแปลงพร้อมรักษาระดับความเสี่ยงตามที่กำหนดด้วยค่า SRI โดย ERAATM มีกลยุทธ์ครอบคลุมหลายภาวะเศรษฐกิจ และมีกลยุทธ์แบบ All-Weather ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการใช้ในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่ชัดเจน
  2. กลไกป้องกันความเสี่ยง (Risk Shield) ตรวจจับสัญญาณความผิดปกติของตลาดที่อาจนำไปสู่การปรับตัวลงอย่างรุนแรง ด้วยวิธี Technical Analysis
  3. กลไกการหา Valuation Gaps ที่นอกจากจะหาสินทรัพย์ที่ Undervalued แล้วยังหาสินทรัพย์ที่ Overvalued เพื่อป้องกันการลงทุนในสินทรัพย์ที่แพงเกินไปจนเกิดฟองสบู่แตก

การลงทุนตามกระบวนการของ ERAATM ทำให้พอร์ตการลงทุนภายใต้กลยุทธ์นี้เป็นพอร์ตที่พร้อมเติบโตและมีความเสี่ยงตามค่า SRI ที่เราเลือกไว้อยู่เสมอ

กลยุทธ์ ERAATM จะปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมตามการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและรักษาระดับความเสี่ยงตามที่กำหนดไม่ว่าเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็มองหาผลตอบแทน ในอีกมุมหนึ่งก็ไม่ลืมที่จะรักษาระดับความเสี่ยงให้เหมาะสมตลอดเวลา      และสิ่งนี้แหละที่ทำให้การลงทุนกับ StashAway แตกต่างกับการบริหารพอร์ตด้วยตนเอง ส่วนใหญ่มักจะมองแต่ผลตอบแทนโดยลืมรักษาระดับความเสี่ยงครับ

StashAway ลงทุนใน ETF อะไรได้บ้าง?

คำถามที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในการเลือกใช้บริการแอปการลงทุนคือแอปการลงทุนนั้นลงทุนสินทรัพย์ไหนได้บ้าง บลจ.ไหนได้บ้าง ครอบคลุมความต้องการหรือไม่?

จากข้อมูลจะเห็นว่า StashAway มีลงทุนใน ETF จากบริษัท Asset Management ระดับโลก อย่าง BlackRock iShares, Vanguard และ SPDR จากในรูปจะเห็นว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนได้มีทั้งหุ้นที่แบ่งเป็น Sector และแบ่งเป็นรายประเทศ

นอกจากนั้นยังมีตราสารหนี้รัฐบาลและบริษัทเอกชน หลากหลายเกรด ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมไปถึงมีกอง ETF ทองคำ และกองทุน REIT ให้ซื้อได้ด้วย

จากประสบการณ์ของตัวผมเอง สินทรัพย์ประมาณนี้ถือว่าเพียงพอต่อการจัดพอร์ตการลงทุนแล้ว ส่วนจะได้ผลตอบแทนดีแค่ไหนอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า ซึ่งก็ต้องไปคาดหวังจากกลยุทธ์ ERAATM ของ StashAway ครับ

แผนการลงทุนและกลยุทธ์การลงทุนของ StashAway จัดได้ว่าดีเลยครับสำหรับการลงทุนต่างประเทศแบบลงตรงแบบนี้ คำถามต่อมาที่นักลงทุนชอบถามกันคือ แล้วค่าธรรมเนียมล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

ค่าธรรมเนียมของ StashAway

จุดเด่นที่แตกต่างกับแอปลงทุนที่อื่นที่ชัดเจนมากๆคือเรื่องค่าธรรมเนียม เป็นที่คุ้นเคยกันดีว่าถ้าซื้อกองทุนในประเทศไทยจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมซื้อขาย และค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่เป็นรายปี ส่วนใหญ่แล้วค่าธรรมเนียมซื้อขายก็มีตั้งแต่ 1-1.5% ขึ้นอยู่กับว่ากองทุนแต่ละกอง และในแต่ละปีต้องจ่ายค่าบริหารจัดการรายปีอีกราวๆ 1% หรือถ้ากองไหนสูงหน่อยก็ 2% ( เช่นกองทุน FIF บางกอง)

แต่สำหรับ StashAway เขาคิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้าเป็นค่าบริหารจัดการเพียงปีละ 0.2-0.8% ต่อปีเท่านั้น ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย และไม่มีค่าธรรมเนียมอื่นๆยิบย่อยแล้ว ซึ่งถือว่าค่าธรรมเนียมถูกกว่าการซื้อขายกองทุนแบบปกติมากพอสมควร

ส่วนจะจ่ายเรทมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าลงทุนเป็นเม็ดเงินมากหรือน้อยครับ ยิ่งลงทุนกับ StashAway มาก ค่าธรรมเนียมยิ่งลดลงเป็นขั้นบันไดตามรูปด้านล่าง

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ StashAway คิดค่า Fee ลูกค้าในเรทต่ำได้เพราะการเป็นบริษัท ที่ใช้เทคโนโลยีในการบริการลูกค้าเป็นหลัก ข้อได้เปรียบของการลงทุนกับ StashAway ที่เกี่ยวข้องกับค่า Fee อีกอย่างหนึ่งคือ StashAway ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่นๆเลย เช่น ค่าโอนเงินลงทุนระหว่างพอร์ต การถอนเงินลงทุน การปรับพอร์ต ทุกอย่างถูกรวมไว้แล้วภายใต้ค่า Fee 0.2-0.8% ต่อปีครับ

StashAway เหมาะกับใคร?

สุดท้ายศึกษาตัวแอปมาแล้วทีนี้มาลองถามตัวเองกันบ้างครับว่า StashAway เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน? ใช่เรารึเปล่า?

  • ต้องการลงทุนต่างประเทศและเชื่อว่าการลงทุนต่างประเทศคือคำตอบของผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
  • สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ฉลาดซับซ้อนมาตรฐานระดับสถาบันการเงินต่างประเทศ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้พอร์ตเติบโตได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจ
  • เป็นนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปในต่างประเทศแบบไม่เสียค่า Fee เยอะ
  • ไม่มีเวลาติดตาม ต้องการคนมาช่วยปรับพอร์ตการลงทุนคล้ายๆกับการมีผู้จัดการการลงทุนดูแลให้ตลอด 24 ชม.
  • อยากได้การลงทุนที่ฉลาดซับซ้อน ให้เทคโนโลยีจัดการแทน และตัวเองใช้งานง่ายสะดวกสบาย แต่ยังคงมาตรฐานระดับเดียวกับสถาบันการเงินต่างประเทศ    
  • ต้องการกำหนดความเสี่ยงของตัวเองอย่างแท้จริง

ถ้าสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นคือตัวตนที่ใช่สำหรับคุณ ผมอยากให้คุณลองใช้บริการ StashAway ดูครับ เป็นแอปที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศมากๆ มีลูกค้าใช้งานจากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก

ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสที่ดีมากๆให้เราได้รับบริการแบบเดียวกับที่นักลงทุนต่างชาติได้รับ การเปิดพอร์ตลงทุนกับ StashAway ถือว่าง่ายมากๆ ใช้เวลาไม่เกิน 15นาที

เพราะบางทีสิ่งที่คุณกำลังหาอยู่ อาจจะเป็นการลงทุนที่ใช้งานง่ายๆ แต่มีความอัจฉริยะมาตรฐานระดับสถาบันการเงินต่างประเทศ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ควบคุมความเสี่ยงได้      มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ ให้การลงทุนเป็นการลงทุนในแบบที่มันควรจะเป็นครับ

ขอให้มีความสุขกับการลงทุนต่างประเทศครับ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/30JUH1h