ดาบสองคมของการเติบโต

ดาบสองคมของการเติบโต

วันก่อนได้ฟังท่านอาจารย์ดร.นิเวศน์ พูดเกี่ยวกับเรื่องความเสี่ยงของหุ้นลีสซิ่งขนาดเล็กตัวหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมากๆ และผมคิดว่าเป็นสิ่งที่คนทั่วๆไปไม่ค่อยสังเกตกัน ผมสรุปให้เป็นข้อๆนะครับ บางส่วนมีใส่ตัวอย่างและความเห็นส่วนตัวไปบ้างเพื่อให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้นครับ

1. Extreme Risk ความเสี่ยงสูงสุด การเล่นหุ้นลีสซิ่งขนาดเล็กที่มีตลาดแบบ Niche มากๆคือรถบรรทุกมือ 2 ถือเป็นการลงทุนหุ้นลีสซิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น Extreme Risk ก็คือไม่ใช่แค่เล่นหุ้นลีสซิ่งที่มีความเสี่ยงด้าน NPL แต่ยังเป็นหุ้นลีสซิ่งที่ขนาดเล็ก และให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เรียกได้ว่าเป็น SME ที่ Sensitive กับสภาวะเศรษฐกิจมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

2. ที่บอกว่าเสี่ยงเพราะ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นประเภทที่ไม่ผ่าน Credit rating ของธนาคารก็ต้องไปกู้บริษัทเล็กๆแทน ดอกแพงหน่อยแต่ก็ยอม เพราะอยากได้เงินไปซื้อรถเอาออกมาทำมาหากิน

3. ธุรกิจลีสซิ่งเป็นบริการมีความต้องการอยู่แล้ว จะโตเท่าไหร่ก็โตได้ ขอให้มีเงินปล่อย เพราะเป็นธุรกิจที่ให้เงินคน ในสภาวะเศรษฐกิจเติบโตร้อนแรง เรื่อง Demand ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเรื่องคุณภาพของหนี้ที่ปล่อยไปว่าปล่อยไปแล้วลูกหนี้มีปัญญาใช้คืนหรือไม่ ในสภาวะปกติคงไม่มีปัญหาแต่ถ้าเป็นในสภาวะที่ไม่ปกติล่ะ?

4. ก็จะเกิดหนี้เสียเกิดถ้าเศรษฐกิจถดถอย ถึงจุดนั้นจะเริ่มเห็น NPL ที่สูงขึ้นและหนี้เสียที่มากขึ้น บริษัทต้องตั้งสำรองทำให้กำไรจะได้รับผลกระทบหนัก

5. บริษัทที่ว่านี้ NPL 2% กว่าๆ ถือว่าดีเกินจริง ลูกค้าเครดิตดีๆในธนาคารใหญ่หนี้เสียยัง 4-5% แปลว่าวิธีการบันทึกหนี้เสียอาจไม่เหมือนกัน ธุรกิจแบงค์ชาติไม่ได้เข้ามาคุม เป็นเกณฑ์ที่บริษัทตั้งเอง และผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี

6. การตั้งเป็นหนี้เสียต้องใช้ Judgement เยอะมาก เช่นหนี้กำลังจะเสีย แต่ไปปล่อยกู้สัญญาใหม่ให้เพิ่ม กลับกลายเป็นหนี้ไม่เสียแล้ว ลักษณะคล้ายๆกับการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารมาตรฐานสูงๆเขาไม่ทำกัน

7. เก่งหรือเสี่ยง? สุดท้ายพอบริษัทคุมหนี้เสียได้ต่ำๆ ก็มักจะบอกว่าตนเองเก่งซึ่งในความจริงอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด

8. กำไรของบริษัทจดทะเบียนในความเป็นจริงคือความเห็นของผู้บริหาร เพราะพอเกณฑ์ทางบัญชีที่ไม่เหมือนกัน มันก็ทำให้งบของแต่ละบริษัทแตกต่างกันไปตาม “ความเห็น” ของผู้บริหารและผู้สอบบัญชี

9. ผู้สอบบัญชีอาจจะหยวนๆถ้ามันไม่น่าเกลียดมาก พอรับได้ หนี้เสียก็จะถูกเก็บไปเรื่อยๆ 3-4 ไตรมาส หรือบางทีเป็นปีๆแต่ถึงจุดๆหนึ่งมันจะเลื่อนอีกไม่ได้แล้วโผล่ขึ้นมา ก็เคลียร์กันไป

10. รัฐบาลปล่อยให้พักชำระหนี้เลยไม่ต้องตั้งสำรอง แต่ธนาคารบางแห่งไม่เลื่อนการตั้งสำรอง เพราะต้องการให้ Conservative  ธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่ใช้ Judgement เยอะมากๆต้องระวัง

11. การเติบโตดี โตเร็วเกินไป ต้องดูว่าความเสี่ยงที่แบกรับมากแค่ไหน อย่างที่บอกไปแล้วว่ามีเงินปล่อยสินเชื่อ ตลาดมียังไงก็ปล่อยได้ ยิ่งตลาด Niche คนอื่นกลัวไม่กล้าเข้า ทำให้การเติบโตได้เร็ว

12. ตลาดสินเชื่อ SME แบบนี้ต้องระวังการ Subsidize ของรัฐบาล เพราะรัฐบาลอาจจะเข้ามาช่วยทำให้ลูกค้าหนีไปใช้ของธนาคาร เช่นออมสิน ถ้าเกิดขึ้นมาการเติบโตอาจจะลดลงได้ Loan Yield ที่สูงๆเพราะไม่โดนควบคุมอาจจะปรับเพิ่มไม่ได้มากอย่างที่คิดกัน

13. สุดท้ายต้องคำนึงไว้เสมอว่าการโตของหุ้นการเงินไม่เหมือนหุ้นปกติ เพราะการโตของหุ้นการเงินมาพร้อมกับความเสี่ยง NPL ไม่เหมือนหุ้นเช่าค้าปลีกที่ถ้าขายได้ก็จบแล้วจบกัน ไม่มีภาระระยะยาวตามมา

ปกติแล้วท่านอาจารย์ดร.นิเวศน์ ออกบทความทุกอาทิตย์นะครับ มีออก Youtube กับรายการต่างๆเป็นระยะๆ แต่ผมบอกได้เลยว่าทุกสิ่งที่อาจาร์ยสอนคือบทเรียนที่สำคัญยิ่ง ใครอยากลงทุนเก่งๆในแนว VI ห้ามพลาดบทความของอาจารย์เลยครับ

ชอบสรุปข้อมูลหุ้นอ่านง่ายแบบนี้ ไม่พลาดหุ้นเด็ด อย่าลืมกด Like Page Facebook Buffettcode กันไว้นะครับ