WHART สรุปข้อมูลกองทรัสต์ เติบโตกับ Logistic Megatrend

กองทรัสต์ WHART
[PR NEWS]

WHART กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ สายคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ากำลังจะเพิ่มทุนครั้งที่ 5 เพื่อซื้อทรัพย์สินเพิ่มเติมบนถนนบางนา-ตราดและโซนชลบุรีอีก 3 ที่ เพื่อเพิ่มการเติบโตให้กับกองทรัสต์ WHART

กองนี้เป็นหนึ่งในกองที่ผมถือว่ามีจุดเด่นอยู่ที่การเติบโตไปพร้อมๆกับเทรนด์การขนส่งสินค้าและการช็อปปิ้งออนไลน์

คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของ WHART ล้วนแล้วแต่อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของการขนส่งสินค้าของประเทศไทย ตัวคลังสินค้าเองส่วนใหญ่เป็นโครงการประเภท Built-to-Suit ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ สัญญาเช่าจะยาวกว่าคลังสินค้าแบบสำเร็จ (Ready-Built)  ทำให้ความเสี่ยงในการหาผู้เช่าของ WHART ลดลง และมีการเติบโตของรายได้ที่มั่นคง

ใครสนใจเติบโตไปกับเทรนด์การขนส่งสินค้า อยากให้ลองพิจารณา ขอฝาก WHART เป็นหนึ่งในกองทรัสต์อสังหาฯในอ้อมใจด้วยครับ

สรุปข้อมูลกองทรัสต์ WHART เติบโตกับ Logistic Megatrend

WHART คือหนึ่งในกองทรัสต์ สาย Logistics และ Warehouse ที่ผมติดตามมานานหลายปี เนื่องจากที่ผมเป็นคนที่เชื่อเหลือเกินว่าต่อให้โลกเราจะถูก Disrupt ไปมากแค่ไหน คนก็ยังต้องกินต้องใช้ต้องซื้อของ แค่เปลี่ยนที่ซื้อจากไปซื้อที่ห้างเป็นซื้ออยู่บ้านแค่นั้น ดังนั้นระบบ Logistics ของแบรนด์และสินค้าต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าในอดีตเยอะ

“เพราะการสต็อคของไม่เพียงพอ หรือส่งช้าไปไม่กี่วัน คือการเสียโอกาสในการขาย … ด้วยการแข่งขันที่สูงของยุคปัจจุบัน โอกาสจึงไม่ใช่สิ่งที่จะมีมากเหมือนในอดีต”

ด้วยเหตุนี้การที่บริษัทต่างๆต้องมีศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การขนส่ง ธุรกิจการกระจายสินค้าจึงเป็นธุรกิจที่ไม่มีวันตายและมีแต่จะเติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะลงทุนในศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าระดับนี้ต้องมีเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังต้องมี Know-how ในการจัดการ รวมไปถึงฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ซึ่งหลายๆข้อที่กล่าวมาถือเป็นจุดเด่นของ WHART เลยทีเดียว

จุดเด่นของกองทรัสต์ WHART มีอะไรบ้าง?

  1. ธุรกิจ Logistics คือ ทำเล ทำเล และทำเล – WHART ถือเป็นกองทรัสต์ที่มีศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้าและโรงงาน ที่อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของการกระจายสินค้า โดย WHART มีศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงานอยู่ในทำเลบางนา-ตราด, ชลบุรี – ระยอง (พื้นที่ EEC), อยุธยา-สระบุรี, และสมุทรสาคร ซึ่งครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกๆธุรกิจ
  2. แข็งแกร่งด้วยลูกค้ารายยักษ์ แบ๊คแข็ง ฐานทุนแน่น – ด้วยพลังของแบรนด์ และประสบการณ์การทำธุรกิจอย่างยาวนาน ทำให้ WHART ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี ปัจจุบันลูกค้าของ WHART เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในหลายๆอุตสาหกรรมที่พอพูดชื่อทุกคนต้องรู้จัก เช่น DKSH, Unilever, Starbucks, Kao รวมถึงบริษัทไทยอย่าง กลุ่มเซ็นทรัล, ไทยเบฟ, และโอสถสภา
  3. กลุ่มธุรกิจของผู้เช่ามีความหลากหลาย กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม – ลูกค้ากระจายอยู่หลากหลายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจกระจายสินค้า, สินค้าอุปโภคบริโภค, โรงงานผลิต, วัสดุแต่งบ้าน, Data Center และ E-Commerce ด้วยโครงสร้างแบบนี้ทำให้เวลาเกิดปัญหาในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็จะไม่กระทบกับภาพรวมของกองมาก
  4. สัญญาเช่าระยะยาว กินทั้งทีกินไปยาวๆ – เนื่องด้วยศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าของ WHART มากถึง 57% เป็นแบบ Built-to-Suit  ซึ่งมีสัญญาเช่าที่มีระยะเวลายาวกว่า ทำให้รายได้ของกองทรัสต์มีความมั่นคง
    *Built-to-Suit คือคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่ถูกสร้างมาแบบ Custom-made เพื่อลูกค้ารายนั้นๆโดยเฉพาะ ด้วยสัญญาระยะยาว
  5. สภาพคล่องสูง เป็นกองทรัสต์ขนาดใหญ่ – ตั้งแต่ก่อตั้งมา WHART มีนโยบายในการลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติมทุกปี ทำให้ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในกองทรัสต์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาด มีคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าและโรงงานทั้งสิ้น 29 แห่ง มีสินทรัพย์กว่า 39,000 ลบ. ซึ่งหากรวมการลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ จะทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 32 แห่ง มีมูลค่ารวมมากกว่า 42,000 ลบ.ใหญ่ขนาดนี้กองทุนจะเข้ามาซื้อขายก็ง่าย รายย่อยก็สบาย ต่างชาติอยากเข้ามาลงทุนก็มองเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ
  6. รายได้ของ WHART เติบโตอย่างต่อเนื่อง – พอมีการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รายได้และกำไรก็เติบโตตามมา ซึ่งก็จะส่งผลให้การปันผลต่อเนื่องตาม เมื่อปันผลดี คนก็สนใจ ที่จะเข้าลงทุนใน WHART มากขึ้น ยิ่งทำให้สภาพคล่องในข้อ 5 ดีขึ้นอีก
  7. กองทรัสต์ WHART ถือว่าเป็นกองทรัสต์ที่มีอัตราการเช่าที่สูงมาโดยตลอด – โดยที่ผ่านมาสามารถรักษาอัตราการเช่าที่มากกว่า 90% ตั้งแต่ก่อตั้งกอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของผู้บริหารและคุณภาพของทรัพย์สินที่เข้าลงทุน

นี่คือสรุปข้อดีและจุดเด่นของกองทรัสต์ WHART แบบไวไว อย่างไรก็ตามถ้าอยากลงทุนในกองนี้ยังคงต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม เพราะการเป็นนักลงทุนที่ดีต้องเข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของทรัพย์สินที่จะเข้าไปลงทุนให้ดีนะครับ เรามาเริ่มจากการทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเพิ่มทุนของ WHART ครั้งนี้ทำไปเพื่ออะไร?

สรุปข้อมูลกองทรัสต์ WHART
สรุปข้อมูลกองทรัสต์ WHART

การลงทุนครั้งใหม่ของ WHART

การเพิ่มทุนครั้งที่ 5 ของ WHART ครั้งนี้เพื่อไปลงทุนเพิ่มเติมใน โครงการศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าจำนวน 3 โครงการด้วยกันคือ โครงการ WHA Mega Logistics Center (แหลมฉบัง 1), โครงการ WHA Mega Logistics Center (แหลมฉบัง 2) และโครงการ WHA KPN Mega Logistics Center (ถนนบางนา-ตราด กม.23 เฟส 3) ซึ่งทั้งสามโครงการล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่อยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยม

การลงทุนครั้งนี้จะทำให้ WHART สามารถเพิ่มพื้นที่เช่าอาคารได้อีกราวๆ 128,789 ตรม. จากที่มีอยู่แล้ว 1,283,350.60 ตรม. คิดเป็นพื้นที่เช่าอาคารที่เพิ่มขึ้นราวๆ 10% ถือว่าไม่น้อยสำหรับกองทรัสต์ และธุรกิจให้เช่าศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงาน  นอกจากนี้กองทรัสต์ WHART ยังมีพื้นที่หลังคาและลานจอดรถให้เช่าเพิ่มเติมอีกด้วย

WHART ถือได้ว่าเป็นกองทรัสต์ที่ไม่ธรรมดา รายละเอียดเป็นอย่างไร ผมขอเริ่มต้นเล่าจากลักษณะการจัดการเบื้องต้นของ WHART ก่อน

WHART ทำอะไร?

WHART หรือ WHA Premium Growth Real Estate Investment Trust เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าที่ได้มีการซื้อทรัพย์สินจาก WHA Group ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและบริหารศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงาน และเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกัน

ทรัพย์สินที่จะเข้ากองทรัสต์ได้นั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอัตราการเช่าของผู้เช่าค่อนข้างสูง มีความมั่นคงทางรายได้ เพื่อทำให้กองทรัสต์มีเสถียรภาพในการจัดหารายได้ และจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยได้อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อ WHA พัฒนาโครงการและหาผู้เช่ามาเช่าศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงานได้แล้ว ก็จะขายทรัพย์สินเหล่านั้นให้กับกองทรัสต์ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ต่อไป ส่วนตัว WHA เองที่เป็นหนึ่งในผู้ถือหน่วยทรัสต์ก็ได้เงินจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์เพื่อไปขยายธุรกิจต่อไป

ข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการซื้อหุ้น WHA และซื้อหน่วยทรัสต์ WHART ที่เห็นได้ชัดคือ การซื้อหุ้น WHA จะมีความเสี่ยงมากกว่าเพราะบริษัทต้องเป็นคนจัดการ สร้างคลังสินค้า และหาลูกค้าทั้งหมด ส่วน WHART จะค่อนข้างเสี่ยงน้อยกว่าเพราะคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่รับมามีผู้เช่าเต็มหรือเกือบๆเต็มแล้ว และส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาว จึงทำให้เกิดความมั่นคงทางรายได้มากกว่า

กลยุทธ์หลักของ WHART

นอกจากการลงทุนในศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าในทำเลยุทธศาสตร์แล้ว ทรัพย์สินที่ WHART เข้าลงทุนส่วนใหญ่เป็น ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าระดับพรีเมี่ยม ซึ่งเป็นอาคารที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า สามารถสรุปสั้นๆ ได้เหมือนกับการตัดสูทแบบสั่งตัดเฉพาะคน

สถานที่ตั้งทรัพย์สินภายใต้ WHART
สถานที่ตั้งทรัพย์สินภายใต้ WHART
ที่มา: Whareit.com

คลังสินค้าแบบ Built-to-Suit ดีอย่างไร?

เพราะความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน เช่น คลังสินค้าของธุรกิจ E-Commerce ต้องมีประตูโหลดจำนวนมาก รวมถึงที่จอดรถที่เพียงพอ เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งจำนวนมากต่อวัน  ในขณะที่คลังสินค้าของบริษัทยาอาจจะต้องการให้เก็บความเย็น รวมถึงรักษาอุณหภูมิและควบคุมความชื้นให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมตลอดเวลา นอกจากนี้ต้องมีพื้นที่ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ

ข้อดีของคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit ไม่เพียงแต่เหมาะกับการใช้งานของลูกค้าแต่ละราย แต่ได้เพิ่มความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ WHART ด้วยสัญญาเช่าระยะยาว ทำให้ความเสี่ยงต่อผู้ถือหน่วยทรัสต์ลดลง

ประเภทของคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
ประเภทของคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
ที่มา: Whareit.com

ผู้เช่าของ WHART คือใคร​?

พอพูดถึงเรื่องความเสี่ยงคงสงสัยกันใช่ไหมครับว่าผู้เช่าของ WHART มีใครบ้าง อยู่ในอุตสาหกรรมไหน ผมต้องบอกว่าความแข็งแกร่งของ WHART ส่วนหนึ่งอยู่ที่ผู้เช่าเลย ถ้าผู้เช่าดี มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง ก็เช่าคลังสินค้าต่อไปได้ยาวๆ แต่ถ้าเป็นผู้เช่าที่รายเล็ก ธุรกิจผันผวน แถมยังกระจุกตัวในอุตสาหกรรมที่กำลังตะวันตกดินอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ ซึ่งลองดูสัดส่วนผู้เช่าของ WHART แล้วก็พอสบายใจได้ระดับหนึ่ง เพราะมีการกระจายความเสี่ยงทั้งใน ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม และสัญชาติของผู้เช่า

ประเภทของคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
ประเภทของคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
ที่มา: Whareit.com

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของผู้เช่าหลักๆ ณ ปัจจุบันของ WHART คือกลุ่มบริษัท Logistics และกลุ่ม FMCG ที่เป็นของใช้จำเป็น นอกจากนั้นยังมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วคือ E-Commerce ซึ่งตอนนี้กำลังบูมสุดๆจากการซื้อของออนไลน์ โดยมีสัดส่วน 4.9% ของผู้เช่าทั้งหมด

ในมุมของแบรนด์ เท่าที่ผมรวบรวมข้อมูลมาพบว่าแบรนด์ดังๆนี่ใช้บริการคลังสินค้าของ WHART แทบจะเกือบหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Starbucks, Ducati, ไทวัสดุ, Honda, Hitachi, Kerry Express, Unilever, กลุ่ม ThaiBev และเครือ Central ฯลฯ

คลังสินค้าของ Starbucks
คลังสินค้าของ Starbucks
ที่มา: Whareit.com

อัตราการเช่า สิ่งที่คนลงทุนกองทรัสต์ต้องรู้

ขึ้นชื่อว่าเป็นธุรกิจปล่อยเช่าแล้ว มีอัตราส่วนทางการดำเนินงานตัวหนึ่งที่ทุกคนควรรู้จักไว้ นั่นก็คือ “อัตราการเช่า” ซึ่งบ่งบอกว่าทรัพย์สินที่เราปล่อยเช่านั้นมีผู้เช่ามากน้อยแค่ไหน ยิ่งใกล้ 100% ยิ่งดีเพราะนั่นหมายความว่ามีคนเช่าจนเต็ม แต่โดยทั่วๆไปแล้ว อัตราการเช่าของคลังสินค้า, ศูนย์กระจายสินค้า, โรงงาน หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่จะไม่ถึง 100% เพราะส่วนใหญ่มักจะมีผู้เช่าที่สับเปลี่ยนกันเข้า-ออก หรืออยู่ระหว่างการตกแต่งปรับปรุงบ้าง

สำหรับ WHART ที่มีอัตราการเช่าใน Q2 ปี 63 อยู่ที่ 92.0% ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกองทรัสต์ประเภทอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเช่าสูงที่สุด แม้จะเป็นรายใหญ่มีพื้นที่ให้เช่าหลักล้านตารางเมตร และเมื่อเทียบกับ Q1 ปี63 ที่อยู่ 90.5% ต้องถือว่าทำได้ดีมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19 นี้

อัตราการเช่ากับรายได้และกำไร

พอ WHART ลงทุนเพิ่มในทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง และยังควบคุมอัตราการเช่าได้ค่อนข้างดี รายได้และกำไรก็เติบโตตามเป็นเงาตามตัว โดย 1H2563 สามารถทำรายได้เติบโต 14.2% และกำไรเติบโต 26.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า และในสถานการณ์ COVID-19 แบบนี้จริงๆแค่ไม่ลดลงหรือลงลงเล็กน้อยก็ถือว่าทำได้ดีมากแล้วครับ แต่ WHART ถือว่าเติบโตได้เกิน 20% นับว่า Amazing จริงๆครับ

ไอเดียส่วนตัวกับกองทรัสต์ WHART

เสี่ยงแต่พอดี มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ต่อเนื่อง

WHART มีผู้ถือหน่วยรายใหญ่ เป็นนักลงทุนสถาบันและกองทุนรวมต่างๆ เป็นจำนวนมากรวมถึง ธนาคารอย่างออมสิน หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ยังมาถือหน่วยลงทุนด้วย การเข้ามาลงทุนของรายใหญ่เหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือในการเข้าลงทุนของ WHART ซึ่งมีความเสี่ยงไม่มาก และยังมีโอกาสเติบโตได้ (นึกภาพธนาคารออมสินยังลงครับ)

ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทรัสต์
ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทรัสต์
ที่มา: set.or.th

คุณภาพทรัพย์สินเกรด A

ขอไม่คอมเม้นท์เรื่องราคาและยีลด์ผลตอบแทนเพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลของแต่ละคน แต่ถ้าในมุมคุณภาพของทรัพย์สินต้องบอกว่า ไม่น้อยหน้าใคร ไม่แปลกใจที่ได้ Rating A จาก TRIS Rating การลงทุนในกองนี้จึงถือว่าเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ Investment Grade อย่างแท้จริง

ฝ่าวิกฤติ COVID-19 มาได้แบบชิวๆ

สังเกตดูอัตราการเช่าของ WHART แทบไม่ได้ตกลงจากช่วงก่อนเกิด COVID-19 เลย เป็นบททดสอบอันหนึ่งที่การันตีได้ว่าธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าในทำเลที่ดี รวมไปถึงมีสัญญาระยะยาวล็อกไว้ ลดความผันผวนได้แบบชะงัดนัก

ผลตอบแทนที่ต่อเนื่องมากๆ

WHART เป็นกองทรัสต์ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องและมีการเติบโต ถ้าเป็นนักลงทุนสายปันผลก็น่าจะชอบครับ

  • ปี 2558 ปันผลและลดทุน 0.6766 บาท ต่อหน่วย
  • ปี 2559 ปันผลและลดทุน 0.7592 บาท ต่อหน่วย
  • ปี 2560 ปันผลและลดทุน 0.7432 บาท ต่อหน่วย
  • ปี 2561 ปันผลและลดทุน 0.7585 บาท ต่อหน่วย
  • ปี 2562 ปันผลและลดทุน 0.7624 ต่อหน่วย
  • ปี 2563 ครึ่งปีปันผลและลดทุนไปแล้ว 0.3830 ต่อหน่วย

ความเสี่ยงของ WHART

ความเสี่ยงของกองทรัสต์ที่ผมเห็นอยู่ 1 ประเด็นและทำให้ผมติดใจนิดหน่อยคือ ภายในระยะเวลา 1 ปีนี้จะมีลูกค้าที่ต้องต่อสัญญาประมาณ 31% หรือ 1 ใน 3 ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งถ้าลูกค้าไม่ต่อสัญญาก็คงทำให้รายได้ กำไรและปันผลลดลง

แต่ผมยังเชื่อว่าด้วยความที่ทรัพย์สินของ WHART เป็นศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงาน ระดับพรีเมี่ยม ที่ตั้งอยู่ในทำเลระดับเทพการที่จะตัดสินใจไม่ต่อสัญญาน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะธุรกิจอย่างขนส่งก็ยังเติบโตดี สินค้าอุปโภคบริโภคก็ไม่ได้ถูกกระทบเยอะ การทำธุรกิจต้องมองไปข้างหน้าหลายปีไม่ใช่มองแค่ปีนี้ ดังนั้นความเสี่ยงข้อนี้อาจจะเป็นการคิดมากไปเองก็เป็นไปได้ครับ

โอกาสในวิกฤติ

สุดท้ายผมอยากสรุปมุมมองของผมกับอุตสาหกรรมกองทรัสต์เมืองไทยไว้สักหน่อย วิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤติที่หนักที่สุด หนักกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง หนักกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่ในใจผมยังเชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้สร้างโอกาสขึ้นมาด้วยในหลายๆมุมด้วยกันเช่น …

  • ทำให้เรารู้ว่าสินทรัพย์อันไหนที่ปลอดภัยจริง เพราะถ้าไม่ปลอดภัยก็จะเห็นเลยว่ามีปัญหา
  • ผู้ชนะจะแข็งแกร่งขึ้น และผู้แพ้ที่อ่อนแอจะล้มหายตายจาก จึงสำคัญมากๆที่เราต้องลงทุนกับผู้นำเท่านั้น
  • เทรนด์ระยะยาวเรื่องการขนส่งสินค้า และ E-commerce ยังโตได้แม้ในวิกฤติ
  • สินค้าที่เข้าข่ายจำเป็น ก็ยังจำเป็นสมชื่อและไม่ค่อยได้รับผลกระทบซักเท่าไหร่ ถ้าสินค้ายังต้องซื้อ การขนส่งก็ยังต้องมี คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าก็ยังต้องใช้
  • ล่าสุด (23 ก.ย. 2563) ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศประมาณการ GDP ปี 2563 ติดลบน้อยลงจาก -8.1% เหลือ -7.8% ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในระยะสั้นว่าเศรษฐกิจน่าจะกำลังฟื้นตัว แต่ในระยะยาวธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดการเติบโตของ GDP จาก 5% เหลือ 3.6% แปลว่าการฟื้นตัวจะเป็นอย่างช้าๆกว่าที่คิด ดังนั้นอยู่กับอะไรชัวร์ๆไว้ก่อนน่าจะดีกว่า

“สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย”

การลงทุนเฉือนกันที่ข้อมูล การตัดสินใจ และประสบการณ์ ผมหวังว่าบทความของผมจะช่วยให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตัดสินใจง่ายขึ้นสำหรับเพื่อนๆนักลงทุน

ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ

หากใครยังอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ผมมีทำบทความเป็นแบบรูปภาพเอาไว้ ลองเข้าไปดูได้ที่ ศูนย์กระจายสินค้าบางนา ทำเลทอง “เสือนอนกิน” สรุปข้อมูลกองทรัสต์ WHART เป็นรูปภาพแบบอ่านง่ายๆครับ

whart
ศูนย์กระจายสินค้าบางนา ทำเลทอง “เสือนอนกิน” สรุปข้อมูลกองทรัสต์ฯ WHART

หรือถ้ายังไม่หนำใจ สามารถโหลดรายงานประจำปีของ WHART ไปอ่านแบบละเอียดได้ครับ